หลังๆ เราจะได้ยินชื่อโรคประหลาด Burnout Syndrome หรือ โรคภาวะหมดไฟ   ที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน และหลาย ๆ อย่างต่อคนที่เกิดภาวะหมดไฟนี้  ภาวะหมดไฟมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ทำอะไรไปสักอย่าง ในระยะหนึ่ง หรือในระยะยาวนาน จนความรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ นั้นได้หมดไป กลายเป็นความจำเจซ้ำซากและเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่   ซึ่งเราก็คงมองว่ามันเป็นเรื่องปกตินั่นหล่ะ ใครทำอะไรซ้ำๆ เดิม ไม่ว่าการทำงาน การกินอาหาร เที่ยวเดิม ๆ ใช้ชีวิตเดิม ๆ ก็คงน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย แต่แท้ที่จริงแล้วภาวะหมดไฟเป็นภัยเงียบที่คุกคามเราได้เหมือนกัน เพราะโรคภาวะหมดไฟนั้นมันทำให้เราเบื่อไปทุกอย่าง เบื่องาน เพื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่อบรรยากาศ รู้สึกกดดันไม่มีความสุข เครียดมาก ๆ เสียสุขภาพจิต กลายเป็นโรคซึมเศร้าไปในที่สุด

รับมือกับภาวะ “หมดไฟ” ก่อนที่ใจจะหมดแรง

  ภาพโดย ผู้เขียน

 

          สาเหตุหลัก ๆ ของการเป็นโรคหมดไฟ เริ่มจากการมีความเครียดสะสม  ความเครียดก็อาจจะมาจากงานที่คุณทำอยู่นั่นหล่ะ อาจจะเพราะงานไม่เหมาะกับคุณ ได้รับมอบหมายงานที่ไม่ชอบ ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถ เครื่องมือเครื่องใช้ไม่เหมาะสม งานหนักเกินไป  บรรยากาศในการทำงานไม่ดี ได้รับความกดดันจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน หรือเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แม้กระทั่งขาดแรงจูงใจในการทำงานที่ดี เช่น เงินเดือนไม่เหมาะสม ไม่ได้โบนัส เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนสะสมทำให้เราเกิดความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ตัวก็อาจจะเข้าสู่ภาวะหมดไฟแล้วก็เป็นได้ 

รับมือกับภาวะ “หมดไฟ” ก่อนที่ใจจะหมดแรง

ภาพโดย @pimnana

ลองมาเช็คตัวคุณดูสิว่าคุณเข้าข่ายคนหมดไฟหรือเปล่า 

 [ ] เบื่อ ท้อแท้ เหนื่อยหน่ายกับงานที่ทำอยู่ 

 [ ] มีความกดดันสูง เครียดจนเกิดภาวะไมเกรน หรือนอนไม่หลับ 

 [ ] หงุดหงิด เกรี้ยวกราด ดราม่า บางคนอาจจะทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน หรือกับคนที่บ้าน 

 [ ] แบ่งเวลาไม่ได้ ทำงานยุ่งจนไม่มีเวลาพักผ่อน  หรือเอางานกลับไปทำที่บ้าน 

 [ ] ทำงานผิดพลาดบ่อย หลง ๆ ลืม ๆ ไม่มีสมาธิในการทำงาน 

 [ ] เบื่อ ไม่อยากไปทำงาน   อยากให้ถึงวันหยุดเร็ว ๆ นั่งมองนาฬิกาว่าเมื่อไรจะเลิกงาน อยากลายาว ๆ อยากลาออกไปให้พ้น ๆ 

 [ ] นอนไม่หลับ นอนไม่อิ่ม รู้สึกเพลียตลอดเวลา 

 

ถ้ามีสักครึ่งหนึ่งคุณก็อาจจะอยู่เข้าข่ายคนไฟมอด  แต่ถ้าครบทุกข้อคุณต้องมาพิจารณาแล้วหล่ะว่าทำยังไงคุณถึงจะเติมไฟให้กับตัวคุณได้อย่างไร 

รับมือกับภาวะ “หมดไฟ” ก่อนที่ใจจะหมดแรง

ภาพโดย @phimchanok 

การเติมไฟให้ตัวเอง 

 

  • แบ่งเวลาให้เป็น  การที่ภาระงานเยอะมาก ๆ ทำให้เรามักจะเสียสมดุลย์กับการใช้ชีวิต พยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว ทำงานให้เสร็จในเวลาที่กำหนด หากคุณขาดความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำอยู่ก็อาจจะขอไปอบรม หรือหาทางเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม เพื่อให้เราทำงานได้สำเร็จ หรือทำงานได้ดีขึ้น มีข้อผิดพลาดลดลง  หรืออาจจะปรึกษาเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ หรือคนที่มีประสบการณ์ที่สามารถให้คำแนะนำในการทำงาน ก็จะช่วยให้คุณมีทางออกในการทำงาน หากสามารถจัดสรรเวลางานให้ลงตัวแล้ว เราก็จะได้มีเวลาได้พักผ่อนมากขึ้น ที่สำคัญแนะนำว่า งานก็ทำอยู่ที่ทำงาน เลิกงานแล้วก็ปล่อยวาง กลับบ้านพักผ่อน อย่าหอบเอางานกลับไปทำที่บ้านโดยเด็ดขาด 
  • เครียดนักพักสักนิด   นั่ง ๆ ทำงานนาน ๆ  อาจจะเกิดความเครียด คุณควรลุกเดินไปชงกาแฟ เข้าห้องน้ำ อาจจะตั้งเวลาไปเลยว่านั่งทำงาน  50 นาที พัก 10 นาที เข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำบ้าง (การดื่มน้ำทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ โลหิตไหลเวียนได้ดี  และไม่ปวดหัว ผิวพรรณก็สดใสด้วย)
  • ไม่ต้องสมบูรณ์แบบทุกเรื่องก็ได้  สิ่งที่ทำร้ายเรามากที่สุดอย่างหนึ่งคือความรู้สึกที่ว่า “ยังดีไม่พอ” ยังต้องดีกว่านี้อีก มันสร้างความกดดันให้เรามาก ๆ บางครั้งก็ต้องเข้าใจและปล่อยวางบ้าง ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งทุกอย่างมันยังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ 
  • ปฏิเสธคนให้เป็น  งานบางอย่างทำไม่ได้  กิจกรรมบางอย่างเราไม่สะดวกที่จะร่วม หรืออะไรที่เราไม่ได้เต็มใจที่จะทำ ก็หัดปฏิเสธบ้าง กับสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่คุณและมันทำให้งานคุณหนักกว่าที่ควรจะเป็น   หรืออย่างน้อย 
  • อย่าแบกโลกไว้คนเดียว คุณก็ควรที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานเพื่อให้เขาได้รู้ว่าคุณกำลังอยู่ในสภาวะไหน อย่าเผชิญหน้ากับปัญหาและภาระงานที่หนักอยู่เพียงคนเดียว บางครั้งปัญหาที่แบกอยู่ มันอาจจะแก้ไขได้ง่ายนิดเดียว  แค่คุณเอ่ยปาก 
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้เอ็นโดรฟินหลั่ง ทำให้เราได้ผ่อนคลาย และมี

 สุขภาพที่ดี การไม่ออกกำลังกายล้วนแต่นำโทษมาให้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะไม่ออกกำลังกาย อย่างน้อยก็แกว่งแขนให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ คุณก็ได้ออกกำลังกายทั้งร่างกายส่วนบนและกล้ามเนื้อหัวใจด้วย 

  • เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน  มองโลกในแง่ดี ทำจิตใจให้สบาย หรือถ้ามันทำอะไรไม่ได้เลย ก็ปล่อยวางและยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ เราแก้ไขคนอื่นไม่ได้ ก็แก้ที่ตัวเรานี่หล่ะค่ะ ลด ละ และห่างจากโซเชียลบ้าง 
  • ทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมงานบ้าง  อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน จนขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน  อาจจะไปกินข้าว จิบกาแฟกับเพื่อนร่วมงานบ้าง อย่างน้อยก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น
  • ไปเที่ยว ลองลาพักผ่อนไปเที่ยวไกล ๆ นอกจากจะได้พักผ่อนแล้ว ยังอาจจะมีแรงบันดาลใจอะไรดี ๆ กลับมาอีกด้วย 
  • ไปเรียน ไปอบรม สัมมนา หาความรู้เพิ่มเติม  จะได้เติมไฟในการทำงาน หรือเติมไฟในการมองหาสิ่งใหม่ ๆ สร้างแรงบันดาลใจเพิ่ม

รับมือกับภาวะ “หมดไฟ” ก่อนที่ใจจะหมดแรง

ภาพโดย ผู้เขียน 

 

         ใครที่รู้ตัวว่าเริ่มแบตเสื่อม เติมไฟวันเสาร์-อาทิตย์แล้วไฟไม่ค่อยเข้า ก็ลองปรับวิธีการดูนะคะ เผื่อไฟที่มันกำลังมอดจะได้คุขึ้นมาใหม่ หรือถ้ามันไม่ไหว ลองหางานอดิเรกที่เราชอบมาทำดู อาจจะทำให้เราโฟกัสสิ่งใหม่ ๆ แล้วทำให้มีไฟและแรงบันดาลใจมากขึ้น ไป ๆ มา ๆ งานอดิเรกที่เราชอบอาจจะกลายเป็นอาชีพหลักในอนาคตก็ได้ ใครจะไปรู้เนอะ 

 

 

 

 

 

 

Advertisement

Advertisement