ทุกท่านคงจะรู้จัก ราเมง กันดีอยู่แล้ว ซึ่งเราก็จะเข้าใจกันเลยว่า ราเมงคืออาหารญี่ปุ่น ใช่แล้วคุณคิดถูกแต่ว่าไม่ได้ถูกทั้งหมด งั้นราเมงคืออาหารของประเทศไหนล่ะ? คำตอบคือ ราเมงเป็นบะหมี่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เข้ามาในญี่ปุ่นช่วงปฏิรูปเมจิ ถูกนำมาปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงของญี่ปุ่น จนเป็นที่รู้จักกันในฐานะอาหารประจำชาติญี่ปุ่น หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดการค้าเสรี อย่างเป็นทางการ

Meiji era in Japan

        ราเมงมักจะทานคู่กับ เนื้อหมูชาชู (หมูย่าง) สาหร่าย ลูกชิ้นปลาคะมะโบะโกะ และบางครั้งก็จะมีข้าวโพดด้วย ตามสไตล์การปรุงรสของแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น ซึ่งจะแต่งต่างกันออกไป เช่น ในเกาะฮอกไกโด ก็จะเป็นต้นกำเนิดมิโซะราเมง (ราเมงเต้าเจียว) หรือในเกาะคิวซู เป็นต้นกำเนิดของทงคตซึราเมง (ราเมงซุปกระดูกหมู) เป็นต้น

       ราเมงมีส่วนประกอบหลัก ๆ 3 อย่างคือ

Advertisement

Advertisement

Ramen Soup- น้ำซุป เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของการทำราเมง เป็นหัวใจหลักของรสชาติ น้ำซุปราเมงจะได้มาจากการต้มเครื่องปรุงต่าง ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือเป็นวัน ๆ เพื่อดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาอย่างเต็มที่

Noodle- เส้นบะหมี่ ที่ใช้ทำราเมงหลัก ๆ มีสองประเภทคือ เส้นชิจิเระ (เส้นราเมงแบบหยัก) และแบบเส้นตรง ส่วนความหนาบางของเส้นราเมง ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

All Set- เครื่องเคียง หรือของแต่งหน้าราเมง มีความแตกต่างและหลากหลายจะขึ้นอยู่กับตัวน้ำซุปของราเมงนั้น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น หมูชาชู (เนื้อหมูย่าง) ไข่ต้มยางมะตูม ต้นหอม หน่อไม้ ลูกชิ้นปลาคะมะโบโกะ และข้าวโพดหวาน เป็นต้น

        ตอนนี้เราก็เริ่มรู้จักราเมงกันมากขึ้นเลยทีเดียว ที่เล่ามาตั้งแต่ต้นว่า ราเมงมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันตามภูมิภาคนั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร เราไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

Advertisement

Advertisement

Shoyu Ramen       1. โชยุราเมง (Shoyu Ramen) ราเมงสูตรดั้งเดิมที่ใช้โชยุ (ซีอิ้วญี่ปุ่น) เป็นส่วนผสมหลักในน้ำซุป เป็นราเมงพื้นฐานของคนโตเกียว การใช้เส้นบะหมี่เหลืองเส้นหยักขนาดกลาง มีหมูชาชู (หมูย่าง) เม็มมะ (หน่อไม้ดอง) และต้นหอมซอยเป็นส่วนประกอบในชาม

Miso Ramen        2. มิโสะราเมง (Miso Ramen) มิโสะราเมงมีต้นกำเนิดจากฮอกไกโด ถือเป็นราเมงที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่นอย่างแท้จริง รสชาติเข้มข้นด้วยน้ำซุปผสมมิโสะหรือเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น หอมกลิ่นมิโสะและน้ำต้มกระดูก ส่วนใหญ่จะใช้เส้นขนาดใหญ่เพื่อไม่ให้เส้นแพ้กับน้ำซุปรสเข้ม ส่วนท็อปปิ้งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเนื้อหมู ถั่วงอก หรือผักต่าง ๆ ข้าวโพด เป็นต้น

Tonkotsu Ramen        3. ทงคตซึราเมง (Tonkotsu Ramen) ทงคตสึราเมงมีต้นตำรับมาจากเกาะคิวชู โดดเด่นด้วยน้ำซุปกระดูกหมูสีขาวนวล มาพร้อมกับเส้นตรงและบางเพื่อความเข้ากันกับน้ำซุปที่รสชาติไม่จัดมากนัก ท็อปปิ้งด้วยต้นหอมซอย หมูชาชู (หมูย่าง) เห็ดหูหนูซอย และสาหร่าย

Advertisement

Advertisement

Shio Ramen        4. ชิโอะราเมง (Shio Ramen) ชิโอะราเมงเป็นน้ำซุปเกลือ น้ำซุปสีใส รสชาติอ่อน เป็นรสชาติต้นตำรับที่มีประวัติความเป็นมายาวนานที่สุด เส้นหมี่จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงและเล็ก เครื่องส่วนใหญ่จะเป็นชาชู (หมูย่าง) เม็มมะ (หน่อไม้ดอง) และต้นหอมซอย สามารถรับประทานได้ทุกวัย

Gyokai Kei Ramen        5. เกียวไค เค ราเมง (Gyokai Kei Ramen) ราเมงน้ำซุปซีฟู้ด ผสมกับซุปสาหร่ายทะเล ที่แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซุปจึงมีความเข้มข้นมากเนื่องจากความหลากหลายของวัตถุดิบที่ใช้ผสมกันในการต้มซุป นํ้าซุปประเภทนี้มีทั้งแบบใสและแบบข้นให้เลือกชิม

Tsuke Men        6. ทซึเคเมง (Tsuke Men) ราเมงที่แยกเส้นกับน้ำซุปมา ข้อดีคือเส้นไม่อืด ค่อย ๆ กินได้ น้ำซุปที่แยกมาจะมีความเข้มข้นกว่าราเมงปกติ เพื่อเวลานำเส้นมาจุ่มแล้วกินจะทำให้ได้รับรสชาติเหมือนกับการทานราเมงปกติ ซึ่งหลังจากที่กินเส้นหมดแล้วสามารถขอน้ำซุปใสเพื่อมาเติมในถ้วยซุปให้รสชาติอ่อนลงแล้วซดได้

        เราจะเห็นได้ว่า ราเมง มีหลายประเภทมีความหลากหลาย ส่วนคุณผู้อ่านอยากจะชิมอันไหน ก็ไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยกันได้เลย หรือถ้าใครอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็จะเป็นโอกาสที่ดีมากเลยครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีราเมงอีกหลายประเภทที่ยังไม่ได้พูดถึง ราเมงทั้ง 6 ประเภทนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน โดยส่วนตัวผู้เขียนชอบโชยุราเมง คุณผู้อ่านชอบราเมงแบบไหนสามารถคอมเมนท์บอกได้เลย      

       

ภาพปก ขอบคุณภาพจาก Pixabay  / ภาพประกอบที่ 1 ขอบคุณภาพจาก Pixabay  / ภาพประกอบที่ 2 ขอบคุณภาพจาก Pixabay / ภาพประกอบที่ 3 ขอบคุณภาพจาก Pexels / ภาพประกอบที่ 4 ขอบคุณภาพจาก Pixabay  / ภาพประกอบที่ 5 ขอบคุณภาพจากเพจ Amateras Ramen / ภาพประกอบที่ 6 ขอบคุณภาพจากเพจ Half Baked Harvest/ ภาพประกอบที่ 7 ขอบคุณภาพจากเพจ 豚骨ラーメン一宮 / ภาพประกอบที่ 8 ขอบคุณภาพจาก Pixabay / ภาพประกอบที่ 9 ขอบคุณภาพจาก Unsplash / ภาพประกอบที่ 10 ขอบคุณภาพจากเพจ Mitsuyado sei-men