ยิ่งเติบโต ความคิดกลายเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความคิดเปรียบเป็นประตูที่จะเปิดออกหรือปิดตายก็ได้ เราสามารถจมอยู่กับความคิดเดิม ๆ ได้เป็นชั่วโมง เคยนั่งคิดวนไปวนมาไหม...นั่นแหละความคิดมีอิทธิพลต่อคนเราขนาดไหน

ผู้ที่คิดเป็น....คือพระเจ้า! พระเจ้าในประโยคข้างต้น หมายความว่า ผู้ที่สามารถสร้างสรรค์หรือปรุงแต่งจากทุกสิ่งที่พบเจอให้ออกมาสวยสดงดงาม คล้าย ๆ กับคำกล่าวในทำนองที่ว่า เลี้ยงลูกราวกับเป็นพระเจ้า คือ พ่อแม่คอยประคบประหงมทำทุกอย่างให้ลูกหมด มีอะไรก็ตอบสนองโจทย์ความต้องการของลูกได้หมด ไม่เคยปฏิเสธพร้อมจะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ดีกับลูกเสมอ

ผมไม่ได้บอกให้ใครเลี้ยงลูกแบบพระเจ้านะครับ แค่ยกตัวอย่างเทียบเคียงว่า เราทุกคนคือพระเจ้าตรงที่ทุกคนสามารถตอบสนองทุกโจทย์ที่เข้ามาในชีวิตตัวเองได้ เราสามารถน้อมรับและใจพร้อมทำให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ดีกับตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าพบเจอสถานการณ์อะไร เลวร้ายย่ำแย่เพียงไหน ทุกโจทย์เราแก้ได้หมด ลองคิดเพียงว่า นั่นเป็นโจทย์ที่เราทำเพื่อลูก เพื่อคนที่คุณรัก เพื่อพ่อแม่คนรอบตัว และที่สำคัญ..ที่คุณทำก็ย้อนกลับมาตอบแทนตัวเองด้วยครับ

Advertisement

Advertisement

โจทย์

เราจะทำแบบนั้นได้ ต้องถอดแบบมาจากเลี้ยงลูกแบบพระเจ้าเลย นั่นคือ เราต้องมีความรักเป็นจุดเริ่มต้น เพราะคนเลี้ยงลูกราวกับพระเจ้าได้เพราะมีความรักลูกมากเป็นพิเศษ เราก็พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ได้ดีต่อเมื่อเรามีความรักชีวิตของตัวให้มากพอ รักทั้งกายและจิตใจตน

ถ้ามีความรักต่อสิ่งใด ขั้นตอนต่อไปก็คือ จะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างดี ไม่คิดร้ายไม่ทิ่มแทงทั้งต่อหน้าและลับหลัง เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ถ้ารักตัวเองจริง ๆ เราจะเริ่มกลับมาสำรวจว่า อะไรเป็นสิ่งดี อะไรไม่ดีที่เราปฏิบัติจนเคยชิน เราจะมองเห็นค่อย ๆ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อที่ส่งผลต่อกายและใจในทางร้าย

Advertisement

Advertisement

เราอาจเติบโตมากับการได้ยินเสียงบ่น เสียงทะเลาะ เสียงโมโหโกรธาต่าง ๆ ไม่ค่อยได้เพาะบ่มเสียงความสุข เสียงความยินดี เสียงความชื่นชมและขอบคุณ ในตัวเรามีสิ่งที่สั่งสมมาเป็นก้อนมหึมาแห่งผลึกอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นได้ทั้งประตูที่ปิดตายและประตูที่เปิดกว้าง

คลิก

ถ้าหากเป็นผลึกความรู้สึกที่เป็นประตูปิดตาย เราก็ชอบหน้าบึ้ง โมโหร้ายอยู่ตลอด เราจะเชื่อมโยงทุกสิ่งที่เข้ามาเป็นโอกาสแต่งเติมความคิดลบให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เราจะรู้สึกจริงจังบ่นโทษต่าง ๆ นานา ไม่สามารถพลิกมุมมองเป็นโอกาสให้เราสร้างสรรค์ความคิดบวกจากทุกปัจจัยรอบตัวได้

แต่หากเป็นผลึกความรู้สึกที่เปรียบเป็นประตูที่เปิดกว้าง...เราจะต้อนรับทุกอาคันตุกะแห่งอารมณ์ความรู้สึกและเรื่องราวจากภายนอก เพราะเราได้ผ่านการฝึกฝนการแปรสภาพรวมถึงมีวัตถุดิบในตัวที่ดีเพียงพอสำหรับปรุงแต่งอารมณ์แง่บวก มองโลกแง่ดีเพื่อให้ตัวมีกำลังใจเพิ่มขึ้น

Advertisement

Advertisement

ป่วยการและเสียเวลาที่จะนั่งบ่นโทษสิ่งรอบตัว ที่จะรู้สึกน้อยใจโชคชะตาหรือโทษฟ้าโทษดิน จะดีกว่าไหมหากคิดจะต่อเติมจากสิ่งที่มีแม้เป็นลบ แต่ต่อเติมจุดจบที่เป็นบวกได้

ผู้ที่คิดเป็น คือ ผู้ที่คอยแปรสภาพวัตถุดิบแห่งความรู้สึก ความคิด ความเชื่อลบ ที่เกิดขึ้นในใจเป็นวัตถุดิบที่ดีไปใช้สร้างสรรค์ชีวิตตัวเองในทางงดงามได้ นั่นล่ะคือมีความเป็นพระเจ้า

light

ทุกสิ่งต้องใช้ความพยายามเนื่องจากรอยตะกอนที่สั่งสมมาหลายปี ยากที่จะขูดล้างออกเพียงครั้งเดียว ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อที่กัดกร่อนตัวเองก็อาศัยเวลาในการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เราอาจไม่รู้ตัวว่า ทุกครั้งที่เจอสิ่งเดิมเข้ามา เรารีบเอ่ยคำพูดที่เป็นลบทันที นี่สะท้อนความเคยชินและการชี้นำตัวเองให้มีบทสรุปไม่ดีกับตนอีกครั้ง

การตอกย้ำเกิดจากความเคยชิน ถ้าเราเริ่มทำสิ่งดีจนเคยชิน สิ่งดีนั้นจะคอยตอกย้ำความดีทั้งในรูปของความรู้สึก อารมณ์ ความคิดความเชื่อ เรียกว่าการกระทำตอกย้ำร่องรอยที่เป็นรูปธรรมในใจเรา เราเริ่มต้นกับอะไร สิ่งนั้นก็ค่อย ๆ ติดพันกลายเป็นเนื้อในหรือความเคยชินที่ติดตัวไป

มีคำกล่าวที่ได้ยินบ่อย ๆ ว่า จุดตะเกียงไล่ความมืดดีกว่าก่นด่ากัน เป็นคำพูดที่ถูกต้องทีเดียว เราต้องช่วยกันจุดตะเกียงจุดไฟส่องสว่างให้มองเห็นความคิด อารมณ์ความรู้สึก ความเชื่อในตัวเราก่อน จากนั้นก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดี และถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็ช่วยกันแบ่งปันแสงสว่างจากตะเกียงที่สว่างกลางใจเราแล้วแก่ผู้อื่นที่อยู่ท่ามกลางความมืดมน เหมือนกับในยามนี้ที่เราทุกคนกำลังเผชิญโรคร้ายไวรัสโควิด – 19 เป็นช่วงเวลาที่เราต้องมาช่วยกันจุดตะเกียงขับไล่ความมืดออกจากหัวใจของกันและกัน แล้วเราจะผ่านทุกสิ่งไปด้วยดี...

 

ภาพประกอบจาก canva.com