เรื่องราวที่ทุกท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน เป็นเรื่องราวหลอน ๆ ที่เคยพบเจอในสมัยเด็ก ๆ ตอนนั้นอายุประมาณ 12 ขวบเห็นจะได้ แม้เวลาจะผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่มันยังคงติดแน่นในความทรงจำ เมื่อนึกถึงเหตุการณในวันนั้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ความรู้สึกหวาดกลัวจนขนหัวลุก มันก็จะกลับมาทันที ไปติดตามเรื่องราวหลอน ๆ นี้กันเลย

          ในตอนที่ฉันเป็นเด็ก ทุก ๆ ปิดเทอม ฉันจะมาอยู่กับคุณตาคุณยายในชนบทแห่งหนึ่ง ความเจริญยังเข้าไม่ถึง กิจกรรมที่ผู้คนที่นี่มักทำในช่วงหัวค่ำ คือ ก่อกองไฟเล็ก ๆ ใกล้กับคอกที่ใช้เลี้ยง วัว ควาย เพื่อใช้ควันไฟในการไล่ยุงให้สัตว์เลี้ยง หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำไร่ทำนากันมาทั้งวัน ผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียง มักจะเดินมานั่งรอบกองไฟด้วยกัน เพราะอากาศในชนบทค่อนข้างหนาวเย็น บางครั้งก็มีกาต้มน้ำใส่ใบชาลงไป ต้มน้ำชา จิบกันไปคุยกันไป บ้างคืนก็มีหนังควายเอามาจี่ กินไป เคี้ยวไป และสนทนากันอย่างสนุกสนาน ตกดึกก็แยกย้ายเข้านอนกัน ในยามค่ำคืนจะเงียบสงัด เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า จะเห็นแสงดาวระยิบระยับชัดเจนเต็มท้องฟ้า  พอยามเช้าตรู่ผู้คนก็จะตื่นเตรียมตัว เพื่อไปทำสวนไร่นา นี่เป็นกิจวัตรประจำวันของผู้คนที่นี่

Advertisement

Advertisement

ขอบคุณภาพจาก Pexels

          แต่วันนี้มีบางอย่างไม่เหมือนทุกวัน คุณตาคุณยายของฉันกลับจากการทำสวนเร็วกว่าปกติ และบอกให้คืนนี้ฉันเตรียมตัวไปนอนกับป้า ซึ่งบ้านอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก เพราะคุณตากับคุณยาย จะต้องไปช่วยงานศพของคนในหมู่บ้าน ที่ได้เสียชีวิตลงในวันนี้  ฉันมาถึงบ้านป้าประมาณพลบค่ำ ยังมีแสงสว่างร่ำไร ไม่ถึงกับมืดสนิท ที่บ้านของป้า มีลูกพี่ลูกน้องของฉัน 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด  พวกเราอายุใกล้เคียงกัน ป้าบอกให้พวกเราไปเล่นกันก่อน ป้าจะไปเตรียมอาหารเย็น บ้านของป้าเป็นบ้านไม้ยกสูง มีใต้ถุนบ้านให้พวกเราไปวิ่งเล่นได้ ในบริเวณใต้ถุนบ้านของป้าจะเต็มไปด้วยข้าวของ เช่น ครกไม้ใหญ่ กระด้ง กระจาด หม้อดินทั้งใบใหญ่ ใบเล็ก วางกอง ๆ ไว้ บนเพดานของใต้ถุนบ้านแขวนกระเทียมเต็มไปหมด มีกระสอบถ่านไม้วางอยู่หลายถุง มีตู้ไม้เก่า เก้าอี้ไม้เก่า โต๊ะไม้เก่า ๆ ฉันนึกไม่ออกเลยว่าจะเล่นอะไรได้ในสถานที่แห่งนี้ " เล่นซ่อนหากันไหม " เสียงพี่สาวคนโตเอ่ยชวนทุกคน ทุกคนพยักหน้า ทำท่าทางอยากจะเล่นเต็มที่ ฉันก็อยากเล่นเช่นกัน พวกข้าวของที่มากมายนี้ช่างเหมาะเหลือเกินที่จะใช้ซ่อนแอบอำพรางตัว มันต้องสนุกแน่ ๆ ฉันคิดแบบนั้นในทันที เพราะเคยเล่นกันอยู่บ่อย ๆ  แต่จะต่างกันก็ตรงที่ เราไม่เคยเล่นในเวลาค่ำคืน

Advertisement

Advertisement

ขอบคุณภาพจาก Pexels

          พี่สาวคนโตอาสาเป็นคนหลับตาก่อน พี่สาวยืนปิดตาชิดเสาเรือน และเริ่มการเล่นซ่อนหา " นับ 1 ถึง 20 นะ ไปหาที่ซ่อนกันเลย พี่นับครบยี่สิบแล้วจะตามหา ใครซ่อนเก่งพี่หาเจอเป็นคนสุดท้าย คนนั้นชนะ เริ่มละนะ หนึ่ง สอง สาม สี่...... " พี่สาวบอกน้อง ๆ ฉันตื่นเต้นวิ่งหาที่ซ่อนจนมาเจอกล่องไม้วางอยู่ข้างเสาหลังบ้าน  ข้าง ๆ มีผ้าบาง ๆ วางอยู่ด้วย ขนาดกล่องไม้นั้นใหญ่พอที่จะให้ฉันเข้าไปซ่อน ฉันรีบเอาตัวลงไปในกล่องทันที แล้วไม่ลืมที่จะคว้าผ้าบาง ๆ นั้นมาคลุมกล่องไว้  " ไม่มีใครหาเราเจอแน่ เราชนะแน่นอน " ในตอนนั้นคิดแต่เรื่องสนุกอยู่ในใจ ทั้ง ๆ ที่ชนะก็ไม่ได้อะไรเป็นรางวัล แต่สำหรับเด็กอายุ 12 ปี  แค่การเล่นซ่อนหาก็เป็นความสุข สนุกสุด ๆ แล้ว

เวลาผ่านไปสักระยะ ฉันคิดว่านานพอดู ยุงก็เริ่มกัด ทั้งคันและร้อน ฉันคิดว่าไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้ดีกว่า จึงคิดจะเปิดผ้าบาง ๆ ที่คลุมกล่องไม้อยู่ แต่ฉันขยับแขนขาไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้ ทั้งตัวรู้สึกชา ๆ คิดไปเองว่าอาจเพราะฉันนอนงอตัวอยู่นาน คงจะเป็นตะคริว เลยร้องเรียกพี่สาว ตะโกนเรียกสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมาเลย ลองเรียกอยู่หลายครั้ง ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนฉันตะโกนดังมาก ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง ฉันเริ่มร้องไห้ออกมา ในขณะที่กำลังสับสนว่าตัวเองเป็นอะไร ก็เริ่มพยายามใช้มือทั้งปัด ทั้งผลัก ให้ผ้าบาง ๆ ที่คลุมกล่องอยู่เปิดออก แต่กลับเหมือนฉันติดอยู่ในถุงผ้าขนาดใหญ่ มันหาทางออกไม่เจอ อึดอัดมาก หายใจไม่ออก " ช่วยด้วย แม่จ๋า ยายจ๋า ช่วยด้วย หนูหายใจไม่ออก " ฉันยังคงพยายามตะโกน

ขอบคุณภาพจาก Pexels

         ในขณะที่ความกลัวกำลังทวีคูณ เรื่องราวสุดหลอนก็ยังไม่จบสิ้น จู่ ๆ ฉันก็ได้กลิ่นเหม็นเน่ามาก ๆ กลิ่นเหมือนเนื้อเน่า ๆ เหม็นจนฉันอยากอาเจียน ตอนนี้ทั้งน้ำตา น้ำมูก น้ำลาย ไหลออกมาพร้อมกัน ทั้งร้องไห้ทั้งอาเจียน มือก็ขยับปัดผ้าให้เปิดออก ก็หาปลายสิ้นสุดของผ้าไม่เจอ เหมือนว่าเป็นผ้าผืนใหญ่มาก ๆ ดึงเท่าไหร่ก็ไม่เจอทางออก ฉันรู้สึกเหมือนว่าติดอยู่ในถุงผ้าขนาดใหญ่ และที่น่ากลัวสุดๆคือ ฉันเริ่มสัมผัสได้ว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะมีเสียงคนหายใจใกล้กับหูฉันมาก ๆ เสียงหายใจปนกับเสียงคราง ดัง " ฮือ ฮือ ฮือ "  เป็นเสียงเบา ๆ ที่มาพร้อมลมเย็นวาบผ่านต้นคอ ลมเย็นนั้นลากผ่านมาถึงใบหู ฉันเริ่มกลัวมาก ๆ แล้ว เนื้อตัวสั่น เหงื่อแตก ทันใดนั้น ก็รู้สึกเหมือนมีมือมาลูบที่หัว ฉันจับหัวตัวเองทันที " ใครน่ะ พี่เหรอ หนูไม่เล่นแล้วนะ ปล่อยหนูเดี๋ยวนี้ หนูกลัวแล้ว หนูกลัวแล้ว "  ฉันคิดว่าเป็นพี่ ๆ แกล้งฉันแน่ ๆ พูดไปร้องไห้ไป จากนั้นฉันก็เริ่มสัมผัสถึงมือเย็น ๆ ที่จับตามร่างกายฉัน เดี๋ยวจับหัว เดี๋ยวจับขา จับแขน ใต้ผ้าบาง ๆ นั้น ฉันเอาแต่ร้องไห้และใช้มือปัดมือใครบางคนที่ฉันไม่เห็นร่างกายเค้า แต่รู้สึกได้ว่ามือนั้นเย็น ๆ เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เมื่อไหร่ที่มือนั้นสัมผัสฉันมันทำให้ฉันขนลุกซู่ทุกที แล้วจู่ ๆ ทุกอย่างก็นิ่งเงียบ ฉันยังอยู่ในความมืด ยังขยับตัวไปไหนไม่ได้ ทันใดนั้น มีเสียงกระซิบเบา ๆ เป็นเสียงของผู้ชายแก่ ๆ น้ำเสียงสั่น ๆ แหบ ๆ พูดว่า " มาอยู่ด้วยกันเถอะ "  สิ้นเสียงนั้นผ้าบาง ๆ นั้นก็รัดเข้ามาที่ใบหน้าฉัน ปิดหน้า รัดปาก อุดจมูก ทำให้หายใจลำบาก เหมือนมีคนเอามือมาบีบคอ รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ ตะเกียกตะกายอยู่คนเดียว เหมือนฉันจะสิ้นใจตายตรงนี้แล้ว ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ทันใดนั้นฉันก็เห็นแสงไฟเล็ก ๆ เหมือนแสงไฟฉายสาดมาทางหน้าฉัน มันเป็นแสงแห่งความหวัง ฉันรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี พยามเปล่งเสียงให้สุดแรงเกิด ให้ดังที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ในตอนนั้น " ช่วยหนูด้วย " และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่ฉันพูด ก่อนจะหมดสติไป

ขอบคุณภาพจาก Pexels

          และเมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมา พบว่าคุณตา คุณยาย อยู่ตรงหน้าแล้ว  "  ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว ขอบคุณ คุณพระคุณเจ้า " คุณยายของฉันพูดออกมา ส่วนคุณตาและคุณลุงใส่ชุดสีขาว กำลังนั่งข้างกายฉัน ท่านทั้งสองสวดคาถาบางอย่าง เสียงดังก้องไปทั่วบ้าน ตรงหน้าฉัน มีถาดที่ใส่ธูปเทียน ดอกไม้ และขันสีเงินวางอยู่ มีคนหลายคนบนเรือน ฉันสับสน คุณยายเรียกฉัน บอกฉันให้พนมมือ ฉันยังรู้สึกเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน สะลึมสะลือมองที่ข้อแขนตัวเองเต็มไปด้วยด้ายสายสิญจน์ รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่นั่งพนมมือตามที่คุณยายสั่ง จากนั้น คุณลุงก็เอาน้ำมาพรมบนตัวฉัน ยายบอกฉันว่า " ไหว้รับน้ำมนต์เสียจะได้หมดเคราะห์หมดโศก ภัยอันตรายใด ๆ ก็อย่าได้มาแผ้วพาน ผีร้ายตนใดก็อย่าได้มาย่างกราย "  ฉันทำตามที่ยายสั่งทุกอย่าง จนคุณตาจะอุ้มฉันกลับบ้าน ฉันก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า " ยายจ๋า หนูเป็นอะไร หนูออกมาจากกล่องไม่ได้ " ทั้งคุณตาและคุณยายต่างนิ่งเงียบ  ฉันไม่ได้รับคำตอบอะไรในวันนั้น นอกจากกการโดนดุซะยกใหญ่ เรื่องไม่เชื่อฟังคำสอนของคุณยายที่ว่า ห้ามเล่นซ่อนหาในเวลาค่ำมืดดึกดื่น ในเช้าวันใหม่ คุณยาย คุณตา พาฉันมาที่วัดตั้งแต่เช้า มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ สัมภเวสี ผีไม่มีญาติ และให้พระท่านรดน้ำมนต์อีกครั้ง  และทุกคนก็ไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอีกเลย 

ขอบคุณภาพจาก Pexels

         10 ปี ต่อมา ฉันอายุ 22 ปี ฉันเกือบลืมเลือนเหตุการณ์น่ากลัวนั้นไปแล้ว แต่ในวันขึ้นปีใหม่ ขณะที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ที่บ้านของคุณตา คุณยาย ทุกคนอยู่พร้อมหน้า มีทั้งคุณพ่อ คุณแม่ คุณลุง คุณป้า และหลาน ๆ อีกหลายคน พวกเรามาฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่บ้านคุณตาคุณยายทุกปี เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ฉันก็ออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้าน ที่นี่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเงียบสงบ และมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี หลาน ๆ วิ่งเล่นกันรอบบ้าน " เล่นซ่อนหากันเถอะ " หลานคนหนึ่งของฉันเอ่ยขึ้นมา พอได้ยินคำว่าเล่นซ่อนหา ฉันเหมือนโดนสาป ร่างกายแข็งทื่อ ขยับก้าวขาไม่ออก ตัวสั่น รู้สึกขนลุก ความหนาวเย็นแปลกวาบเข้ามาทันที หายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกถึงความอึดอัด เห็นลมเย็นพัดผ่านกระทบใบไม้ ปลิวกระทบกันไปมา ในสายลมคล้ายมีเสียงโหยหวนเบา ๆ ลอยมาตามสายลม ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นกลับมาหลอกหลอนทันที กลัวจนหน้าซีดตัวสั่น  พอได้สติก็ตัดสินใจวิ่งสุดกำลังขึ้นบ้านไปทันที ทุกคนเห็นฉันวิ่งหน้าตาตื่นตระหนกขึ้นเรือนมาก็ตกใจ " เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น " คุณยายเอ่ยถาม ฉันตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเล่าให้ยายฟังว่า ฉันจำเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้นมาได้ และรู้สึกกลัวขึ้นมา ฉันจึงถามคุณยายว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นกันแน่ คุณยายครุ่นคิดอยู่สักพัก และสุดท้ายก็ยอมเล่าให้ฉันฟังว่า กล่องไม้ที่ฉันลงไปนอนเล่นซ่อนหาในวันนั้น มันคือโลงศพเก่าที่ทำขึ้นจากไม้อัด  ใช้ใส่ศพไม่มีญาติ จนโลงผุพังแล้ว ส่วนผ้าที่ฉันใช้คลุมตัวเองเพื่อเล่นซ่อนหานั้น เป็นผ้าห่อศพผีตายโหง ของทั้งสองอย่างนี้ เป็นของคุณลุง เพราะคุณลุงของฉันเป็นคนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ จึงนำโลงศพเก่าและผ้าห่อศพมาเก็บไว้ใต้ถุนเรือน เพื่อรอจะทำของขลังตามความเชื่อของลุงนั่นเอง ดังนั้น ทุกคนจึงสันนิษฐานว่า ที่ตามหาฉันไม่เจออาจเพราะ อาถรรพ์ผีบังตาพาไปซ่อนนั่นเอง 

         และคุณยายก็ได้เล่าให้ฉันฟังต่อ ถึงสาเหตุที่ผู้ใหญ่มักบอกเด็ก ๆ ว่า อย่าได้เล่นซ่อนแอบซ่อนหาในเวลาค่ำคืน นอกจากเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างที่ฉันประสบพบเจอมานั้น ก็มีเหตุผลอยู่ว่า ในชนบทบ้านเรือนจะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ใกล้ป่า ใกล้แม่น้ำ จึงทำให้ใกล้ชิดกับเหล่าสัตว์ป่าไปด้วย เวลาที่เล่นซ่อนหากันในยามค่ำคืน ผู้ใหญ่กลัวว่าอาจจะถูกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ สัตว์ร้าย สัตว์มีพิษขบกัดเอาได้ หรือแม้แต่ในบ้านเรือนในเมืองใหญ่ก็ตาม ก็ไม่ควรเล่นซ่อนหาในตอนกลางคืน เพราะสัตว์มีพิษหลายชนิดก็อาศัยตามมุมที่ลับอับชื้น หรือแม้แต่เข้าไปซ่อนในตู้ในกล่องก็อาจพลาดพลั้งออกมาเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ไม่เห็นช่วยเหลือไม่ทันการณ์ จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน  

          ฉันได้ฟังก็เข้าใจในมุมมองของผู้ใหญ่ ที่ห้ามไม่ให้เด็ก ๆ เล่นซ่อนหายามค่ำคืน แต่ในเรื่องที่ฉันเจอกับตัวเองมาในคืนนั้น มันยังคงเป็นปริศนาว่า สิ่งที่ฉันได้สัมผัส เสียงที่ฉันได้ยินในคืนนั้น จะเกิดจากใครบางคนกลั่นแกล้งกันตามประสาเด็ก หรือเกิดจากดวงวิญญาณที่ติดตามผ้าผืนนั้นมา แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากใคร หรือ อะไรก็ตาม เหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น มันยังคงฝังลึกในความทรงจำ ความหวาดผวา เสียงชายแก่ที่น่ากลัวจนขนหัวลุก  กลิ่นเหม็นสาปเน่านั้น สัมผัสจากมือปริศนาที่เย็นเฉียบ เรื่องราวน่าสะพรึงกลัวในคืนนั้น มันทำให้ฉันไม่เคยเล่นซ่อนหาอีกเลย.

** โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน **

ขอบพระคุณทุกท่าน

เครดิตภาพ :