อันยองค่าทุกคน หลังจากที่ปริ๊นซ์ได้เขียนบทความ ประวัติศาสตร์เกาหลี ฉบับค้นคว้า ตอนที่ 1 ไปแล้ว ดังนั้นวันนี้ปริ๊นซ์ก็จะมาต่อจากที่ค้างไว้ในตอนแรกกันนะคะ ในตอนที่ 2 จะเป็นประวัติศาสตร์เกาหลีในยุคต่อจากยุคโครยอนั้นก็คือ ยุคโชซอน และสาเหตุที่ปริ๊นซ์ได้วงเว็บว่า ราชวงศ์อี เป็นเพราะในบางแหล่งข้อมูลจะเรียกรัฐโกโชซอนว่าโชซอน แต่นักประวัติศาสตร์จะเรียกว่า โชซอนโบราณ เพื่อไม่ให้สับสนกับโชซอนที่ปกครองโดยราชวงศ์อีนั้นเองค่ะ

https://unsplash.com/photos/t-klL0oHX8Y

              ในช่วงศตวรรษที่ 14 ราชวงศ์โครยอได้มีการเปลี่ยนกษัตริย์หลายต่อหลายครั้ง ภายใต้การควบคุมของแม่ทัพอี ซอง-กเย (Yi Seong-gye) และสุดท้ายแม่ทัพอี ซองกเยก็ได้ทำการรัฐประหารและปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ นามว่า พระเจ้าแทโจ พร้อมสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้น คือ ราชวงศ์อี (Yi) หรือราชวงศ์โชซอน (Choson) และย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองฮันยาง หรือก็คือ กรุงโซลในปัจจุบัน หากเพื่อนๆ คนไหนอยากรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับช่วงก่อตั้งราชวงศ์โชซอนก็ลองไปดูได้ในซีรีย์เรื่อง The Great Seer , six dragons flying , Jeong Do-jeon (ชองโดจอน ยอดขุนนางปฐมกษัตริย์) และ My Country: The New Age (พลิกชาติท้าปฐพี)

Advertisement

Advertisement

               พระเจ้าแทโจได้ทรงรับสั่งให้สร้างพระราชวังคยองบกกุงและ ศาลชงมโยขึ้น รวมทั้งถนนหนทางและตลาดค้าขาย เมืองหลวง ใหม่ตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรเกาหลี มีแม่น้ำ ฮันกังไหลผ่าน ทำ ให้ การเดินทางไปมาสะดวก

https://unsplash.com/photos/dQytkIHYzYQ


               ซึ่งเกาหลีในยุคโชซอนนั้นได้เลือกที่จะหันหลังให้ศาสนาพุทธและสถาปนาลัทธิขงจื้อใหม่เป็นศาสนาประจำแทน และการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดอย่างหนึ่ง ก็คือการลดสถานะของผู้หญิง เนื่องจากในสมัยโครยอ ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายและสามารถเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ แต่ในยุคโชซอนกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในขณะที่ลัทธิบูชาคนทรงเจ้าที่สืบทอดมาแต่โบราณก็ถูกลดทอนความสําคัญลง ใครก็ตามที่นับถือลัทธินี้จะถูกลดวรรณะลงไปอยู่ชั้นต่ำสุดที่เรียกว่า ชอนมิน (cheonin) ซึ่งเป็นชนชั้นเดียวกับพวกทาสนั้นเองค่ะ

Advertisement

Advertisement

http://imbbsfile.imbc.com/drama07/sunnmoon_photo/201202/sunnmoon_photo120207114858imbcdrama0.jpghttps://www.netflix.com/title/81012510


               ในขณะที่ชนชั้นสูงสุดจะเรียกว่ายังบัน (yangban) หรือก็คือชนชั้นขุนนางที่เรากันตามซีรีย์ต่างๆ นั้นเอง และต่ำลงมาจาก ยังบัน แต่สูงกว่า ชอนมิน ได้แก่ ชุงอิน (jungin) ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ และ ซางมิน (Sangmin) ชนชั้นแรงงาน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวนา ซึ่งถือว่ามีจํานวนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในยุคนั้น

http://photo.jtbc.joins.com/prog/drama/flowercrewjoseonmarriageagency/Img/20191105_151432_1098.jpghttp://photo.jtbc.joins.com/prog/drama/flowercrewjoseonmarriageagency/Img/20191106_155439_5746.jpg               และในสมัยของพระเจ้าเซจง  พระองค์ขยายอาณาจักรไปถึงบริเวณใกล้เขตแดนจีนและเกาหลีเหนือในปัจจุบัน อีกทั้งทรงเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรฮันกึล เนื่องจากเกาหลีใช้ตัวอักษรจีนในการอ่านเขียนมาเป็นเวลานาน ด้วยความที่ตัวอักษรจีนนั้นมีจํานวนตัวอักษรมากและซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้ พระองค์จึงได้มีการคิดค้นระบบอีดูและฮยังชัลขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ตัวอักษรจีนแสดงเสียงภาษาเกาหลี และได้ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึล (ตัวอักษรเกาหลี) ขึ้น และตัวอักษรฮันกึลก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างราชสำนักกับประชาชน ทั้งยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม  นอกจากเรื่องของการประดิษฐ์ตัวอักษรแล้วในรัชสมัยพระเจ้าเซจง ยังมีการคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาว หรือที่เรียกว่า ชิลจองซัน ตามปฏิทินของจีนและปฏิทินของอาหรับ ในส่วนขององค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ก็ได้พัฒนามากยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระเจ้าเซจงได้รับสมัญญานามว่า “มหาราช” นั้นเอง หากเพื่อนๆ คนไหนอยากรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเจ้าเซจงก็ลองไปดูได้ในซีรีย์เรื่อง Deep Rooted Tree (จอมกษัตริย์ตำนานอักษร)

Advertisement

Advertisement

https://programs.sbs.co.kr/drama/rootedtree/visualboard/60612/?cmd=view&board_no=158              ราชวงศ์โชซอนคงความสัมพันธ์อันดีกับราชวงศ์หมิงของจีน ทั้งสองราชวงศ์ต่างส่งราชทูตไปมาหาสู่กันทุกปี ทั้งมียังแลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวก็มีความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 16 ญี่ปุ่นได้เรียกร้องส่วนแบ่งในการค้าแบบทวิภาคีมากขึ้น แต่โชซอนปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องนั้น โทโยโตมิ ฮิเดโยชิได้รวบรวมอาณาจักรญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากนั้นในปี 1592 เขายกกองกำลังราว 200,000 คนเข้าบุกโชซอน เป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ที่มีสงครามเกิดขึ้น 2 ครั้ง สงครามนี้เรียกว่า อิมจินแวรัน (การรุกรานของญี่ปุ่นปี 1592) ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าซอนโจ โดยพระองค์ได้ทรงลี้ภัยไปยังอึยจู ซึ่งอยู่ใกล้กับราชวงศ์หมิงของจีนและขอให้หมิงช่วยต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่น ในขณะที่ญี่ปุ่นก็บุกเข้าไปในแคว้นทางตอนเหนือของโชซอน ชาวเกาหลีในช่วงเวลานั้นต่างพากัน จับอาวุธขึ้นสู้เพื่อปกป้องแผ่นดิน

               และที่สำคัญในช่วงเวลานั้้นได้มีพลเรือเอกลี ซุนซินที่นำกองทัพเรือโชซอนเข้าสู้กับญี่ปุ่นครั้งแล้วครั้งเล่าและยืนหยัด จนในที่สุดกองทัพญี่ปุ่นถอนกำลังออกจากเกาหลี แต่ก็เข้าบุกโจมตีโชซอนอีกครั้ง ในปี 1597 แม้ว่าจะเหลือเรือรบเพียง 13 ลำ แต่ลี ซุนซินก็สามารถพิชิตกองทัพญี่ปุ่นที่มีเรือรบถึง 133 ลำ แต่หลังจากที่โทโยโตมิ ฮิเดโยชิสิ้นชีพ กองทัพญี่ปุ่นก็ล่าถอยกลับไป สงครามยาวนานถึง 7 ปีนี้ได้สร้างความเสียหายให้แก่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในโชซอนไปมากมาย ชาวเกาหลีหลายแสนคนล้มตายในสงครามครั้งนั้น และพื้นที่เกษตรกรรมถึงหนึ่งในสามถูกทิ้งร้างไม่สามารถเพาะปลูกได้ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความยากจนและภาวะอดอยาก จนนำไปสู่ความเสื่อมของยุค

 


 

เครดิตข้อมูล

รงรอง วงศ์โอบอ้อม.  (2561).  ประวัติศาสตร์เกาหลี.  กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลีฟวิ่ง.

นภดล ชาติประเสริฐ.  (2560).  เกาหลีปัจจุบัน Korea Today.  ปทุมธานี : ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

แดเนียล ทิวดอร์.  (2560).  มหัศจรรย์เกาหลี จากเถ้าถ่านสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม (แปลจาก KOREA The Impossible Country โดย ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ).  กรุงเทพฯ : Openworld.  

หน่วยงานบริการข้อมูลและวัฒนธรรมเกาหลี กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว.  (2559).   เรื่องราวในวันวานและปัจจุบันของเกาหลี.  


เครดิตรูปภาพ