วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ซึ่งถือได้ว่าเป็นชุมชนตัวอย่างที่ดีควรค่าแก่การรักษาไว้ และทุกคนจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยากจะให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัสดูสักครั้งจริงๆ นะคะ รับลองได้เลยว่าจะได้อะไรดีๆ กลับมามากมาย นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแน่นอน

ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว มีวัฒนธรรมอันยาวนาน ก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่ 200 ปีที่แล้ว ด้วยสองศาสนา และสามวัฒนธรรม หลายคนคงสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวจาม หรือแขกจาม ผู้นับถือศาสนาอิสราม ได้อพยพหนีความไม่สงบจากการล่าอาณานิคมในดินแดนเขมรจากฝรั่งเศส เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ร่วมกันกับคนไทยและคนจีน ณ บ้านน้ำเชี่ยว จนเกิดเป็นความรักใคร่ปองดองเป็นพี่น้องร่วมชาติกันมายาวนานกว่า 200 ปี นั่นเอง

ความพิเศษของชุมชนแห่งนี้คือ ครั้งหนึ่งเคยเป็นชุมชนที่ประสบปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากชุมชนเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ 2547 เป็นยุคที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ รายได้ของชุมชนหดหาย ชาวบ้านต่างพากันจับสัตว์น้ำ หาผลประโยชน์ในป่า ตัดไม้ ทำลายระบบนิเวศต่างๆ อันเป็นเหตุให้เกิดการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

ต่อมาไม่นานภายในปีเดียวกันนั้นเอง นายศักดิ์ชัย เอี่ยมบุญญฤทธิ์ ประธานรัฐวิสาหกิจชุมชุนคนปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกเทศบาล ตำบลน้ำเชี่ยว ได้ร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนบริเวณรอบๆ ชุมชน โดยตั้งกฎห้ามตัด ห้ามทำลาย และห้ามจับสัตว์น้ำในเขตหวงห้าม รวมถึงห้ามหาผลประโยชน์ในเขตป่า ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้มีการปลูกป่าชายเลน ผลจากการร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านในชุมชน ทำให้ตอนนี้ผืนป่าขยายตัวออกไปถึง 2,338 ไร่

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

ชาวบ้านทุกคนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบชุมชน ทุกคนต่างก็ช่วยกันระดมความคิด ว่าจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เกิดความประทับใจมากที่สุด จึงเกิดเป็น ”วิถีชีวิตดั้งเดิม” เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ชาวบ้านตระหนักถึงเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนชุมชนของพวกเขา คือ การยิ้มต้อนรับด้วยอัธยาศัยที่ดี ต้อนรับแบบพี่น้องผองเพื่อน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการทำอาหารพื้นบ้านกินเอง ลองผิดลองถูก ได้จับปลา งมหอยปากเป็ด อีกทั้งได้ไหว้พระที่วัดน้ำเชี่ยว ขอพรจากศาลเจ้าจีน หรือถ่ายรูปกับสะพายวัดใจ และทำให้นักท่องเที่ยวได้รู้ว่าวิถีชีวิตแบบธรรมดานั้น มีเสน่ห์มากเหลือล้น

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งก็คือ บ้านพักโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการนอนที่มีวิวให้เลือกแตกต่างกันออกไป เช่น วิวริมครอง วิวทุ่งนา วิวบ้านสวน เป็นต้น แม้ว่าชุมชนแห่งนี้จะมีรายได้มาจากการท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านมองว่าเป็นเพียงแค่รายได้เสริม ทุกคนยังคงประกอบอาชีพดั้งเดิมของตัวเอง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนชุมชนไปโดยปริยาย

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

เรือประมงนำเที่ยว จะพาเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวไปล่องชมทัศนียภาพ วิถีชุมชน ลัดเลาะคุ้งน้ำบนคลองน้ำเชี่ยว ออกไปสู่ปากอ่าว บริเวณนี้ในยามที่น้ำลด คือจุดหาหอยปากเป็ดของกินรสเด็ดประจำหมู่บ้าน ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมไฮไลท์ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลองสวมบทบาทชาวประมงลงลุยโคลนงมหอยในน้ำ สร้างความสนุกสนานและความประทับใจไม่รู้ลืม

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

เรือพาลัดเลาะไปตามโค้งคลอง ระหว่างทางจะเป็นจุดปลูกต้นโกงกาง มีเหนี่ยวแดงบินไปมาให้เห็นเป็นระยะ แต่จะเยอะที่สุดในช่วงตอนเย็น โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ปลูกต้นโกงกางคนละ 1 ต้น เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่เพียงแค่มาเที่ยวชมบรรยากาศอันสวยงามเพียงเท่านั้น แต่เราทุกคนจะมีส่วนร่วมในการช่วยกันสืบทอดสิ่งเหล่านี้เป็นการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลน สืบไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ให้พวกเขาได้เห็นสิ่งที่สวยงามแบบที่เรากำลังพบเจออยู่ในปัจจุบัน เมือได้ปลูกต้นโกงกางเสร็จแล้ว นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกที่จะเดินผ่านป่าโกงกางบนสะพายไม้ที่ทอดยาวไปจนถึงหอดูนก ที่สูงถึง 16 เมตร แต่ก็ไม่อาจสู้ความสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลนแห่งนี้ได้ เพราะต้นโกงกางแต่ละต้นมีความสูงถึง 20 เมตร เลยทีเดียว อากาศในป่าเย็นสบาย หายใจได้เต็มปอด สูดเอาความสดชื่นเข้าไปเติมช่วงเวลาแห่งความสุขได้อย่างเต็มที่ และหากโชคดีคุณอาจจะได้เห็นลิงแสมออกมาหาอาหารให้เราถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ละลึกอีกด้วย

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

มาที่ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว อยากให้ลองทานขนม “น้ำตาลชัก” หรือ ขนมตังเมกรอบ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชาวประมงรับเอาวัฒนธรรมอาหารของชาวจีนโพ้นทะเลและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากนั้นแล้ว นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ทานขนมอีกชนิดหนึ่งด้วย ซึ่งมีชื่อว่า “ข้าวเกรียบยาหน้า” ขนมของชาวมุสลิมที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษแขกจาม ทำมาจากแป้งข้าวเกรียบย่างไฟอ่อนๆ จนพอง หอม กรอบ ทาหรือยาด้วยน้ำตาลอ้อยที่หอมจนติดจมูก โรยด้วยมะพร้าวขูดผัดกับเนื้อกุ้งป่นปรุงรสเค็มเล็กน้อย สีส้มคล้ายขนมเบื้อง แตกต่างกันตรงกลิ่นพริกไทยดำหอมฉุน เรียกได้เป็นของว่างที่เคี้ยวเพลินเกินจะหยุดเลยจริงๆ

.

เครดิตรูปภาพ https://thai.tourismthailand.org/home

ยามเย็นชวนนักท่องเที่ยวออกมาปั่นจักรยานเล่นในหมู่บ้าน  จะได้เห็นวิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนจะได้รู้จักกับ “งอบ” เครื่องจักรสานสมัยโบราณ เป็นสิ่งที่คุณปู่คุณย่า ยังคงยึดเป็นอาชีพหลักและสืบทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลานจนถึงทุกวันนี้ เมื่อการท่องเที่ยวในชุมชนเกิดการขยายตัว การปลูกฝังในเรื่องวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ให้แก่เยาวชนจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมาก ทางวิสาหกิจชุมชนฯ จึงจัดตั้ง “กลุ่มเยาวชน ฅ.คนต้นน้ำ” มาช่วยกันรักษาฟื้นฟูทำความสะอาดคลองน้ำเชี่ยว แต่แม้ว่าจะดูแลดีมากเพียงใดก็ตาม ก็ยังคงมีขยะจากในเมืองที่พัดมาตามกระแสน้ำอยู่ดี จึงมีการจัดกิจกรรมอาสาต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังจัดตั้ง “กลุ่มนักสื่อความหมายท้องถิ่น” มาพานักท่องเที่ยว เที่ยวในชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน พร้อมกับการทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และสืบสานวิถีชีวิตจากรุ่นสู่รุ่น สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน จนได้รับรางวัล ชนะเลิศ “หมู่บ้าน OVC” หรือ “OTOP Village Champion” ในปี พ.ศ.2549 จากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยวปี พ.ศ. 2550 รางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปี พ.ศ.2556 และปี 2560 จากการส่งเสริมการเกษตร และอีกหลายรางวัลทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

 

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ประสบความสำเร็จในด้านการบริหารงานท่องเที่ยวชุมชนที่ดีและน่าเอาเป็นแบบอย่างในอีกหลายชุมชน ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเป็นเสน่ห์ดึงดูด และต้องขอชื่นชมความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านทุกคนที่ช่วยกันคิด วางแผน และทุ่มเทให้กับการพัฒนาชุมชนของตนเอง จนเป็นที่รู้จัก และสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน จนต้องอยากกลับมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่อีกครั้ง ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวได้พิสูจน์แล้วว่าการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ทำได้ไม่ยาก หากทุกคนในชุมชนร่วมมือกัน และสำหรับใครที่ยังไม่เคยไปสัมผัส ก็ลองเปิดใจเดินทางไปเที่ยวชมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชุมชนแห่งนี้นะคะ แถมยังได้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัวอีกด้วย รับลองว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน