ทรัพย์ล้ำค่าในนิยามของใครหลายคนอาจแตกต่างกันไป บ้างเป็นแก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดา แต่สำหรับคนที่ บ้านนาคูหากลับเป็นสิ่งเล็กๆ ซึ่งไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนไกล เพราะอยู่ในผืนน้ำอันใสบริสุทธิ์และผืนป่าที่หล่อเลี้ยงผู้คนที่นี่มาช้านาน

“นายรอบรู้” เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1024 ทอดตัวยาวคดโค้งไต่ความสูงไปตามสันเขา จนถึงบ้านนาคูหา ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ – เมืองไม้สักอันลือชื่อของไทย หนึ่งในเมืองรองที่ต้องห้ามพลาด

ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ซุกซ่อนตัวอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ และมีความสุขที่เรียบง่ายให้เราค้นหาได้ไม่รู้จบ

ขุมทรัพย์จากแหล่งน้ำบริสุทธิ์

ลุงเจริญพร ชัยยะกิจ ปราชญ์ชาวบ้านวัย 60 มายืนรอพวกเราในชุดม่อฮ่อม ก่อนพาเราไปไหว้ศาลเจ้าพ่อคำทอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างไว้บริเวณตาน้ำ แหล่งกำเนิดสาหร่ายน้ำจืดที่ลุงและชาวบ้านเรียกว่า “เตา” ซึ่งเป็นดังขุมทรัพย์ล้ำค่าของคนที่นี่

เตาจะขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำที่ใสสะอาด และต้องมีอากาศเย็น มีแสง อุณหภูมิในน้ำพอเหมาะ เดิมมีเฉพาะฤดูฝน แต่ชาวบ้านนาคูหาใช้ภูมิปัญญาในการทำบ่อเตาที่เก็บได้ตลอดปี ลุงเจริญลงไปเก็บเตาในบ่อให้เราดูด้วยการใช้มือข้างหนึ่งจับไม้ไผ่ที่เหลาไว้จนเรียวยาว วางไม้ลงบริเวณที่มีเตาแผ่กระจายใต้ผิวน้ำแล้วควงไม้ให้เตาม้วนติดขึ้นมาเป็นเส้นสายสีเขียววาววับยามต้องแดด

ลุงเจริญรูดเตาออกจากไม้ลงกะละมัง จนได้มากพอก็นำขึ้นมาล้างให้สะอาด  บีบจนแห้งห่อด้วยใบตองนำมาวางขายที่เพิงไม้ริมทาง นอกจากนำเตาสดไปขายหรือนำมาประกอบอาหารแล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูป คือข้าวเกรียบเตาและสบู่เตา สร้างรายได้เสริมอีกด้วย

ในป่ารอบบ้านนาคูหายังมีขุมทรัพย์อีกเพียบ วัตถุดิบชั้นดีที่ไม่ต้องซื้อหาเหล่านี้ถูกนำมาปรุงเป็นเมนูชั้นเลิศต้อนรับแขกผู้มาเยือนหลายอย่าง เช่น ตำเตา หลามบอน แกงไก่บ้านหยวกป่า แกงแค น้ำพริกกะปิ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกน้ำปู๋กินกับหน่อไม้ลวกและสารพัดผักพื้นบ้าน อีกทั้งหนอนรถด่วนหรือหนอนไม้ไผ่ก็นำมาคั่วหรือทอด กินอร่อยเคี้ยวเพลินเชียวละ

อิ่มจากของคาวก็มีผลไม้เนื้อฉ่ำอย่างลองกองให้ตบท้าย  นอกจากจะเก็บสดๆ มาวางขายที่เพิงไม้ริมทาง เจ้าของสวนยังใจดีพาเข้าสวนไปเก็บลองกองกินจากต้นด้วย  ทั้งเงาะ ลองกอง และทุเรียน และในสวนจะเต็มไปด้วยสีสัน แดง เหลือง เขียว ละลานตา นอกจากนี้ยังปลูกเมี่ยง กาแฟ และพืชผักสวนครัว แซมใต้ร่มไม้ด้วย  เรียกว่าเก็บกินเก็บขายได้ตลอดทั้งปี

ลัดเลาะ เรียนรู้ วิถีนาคูหา

พอหนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อน ชาวนาคูหาก็มี “เหมี้ยง” (หรือเมี่ยง) ที่ปลูกและหมักขายกันมานมนาน เป็นของว่างกินเล่นหรือเคี้ยวเพลินๆ ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง มีแรงทำงานต่อ  สำหรับพวกเราแค่อมเมี่ยงไว้ในปากเพียงหนึ่งคำก็มีแรงเดินเที่ยวต่อได้สบาย

ลุงเจริญพาเราไปรู้จักกับ พี่สว่าง สีตื้อ กูรูเรื่องการทำน้ำฮ่อม ที่ทำตั้งแต่ปลูกต้นฮ่อม แล้วนำใบฮ่อมสดมาหมักบ่มจนได้ที่กลายเป็นน้ำย้อมผ้าสีครามพร้อมส่งไปยังทุ่งโฮ้ง แหล่งย้อมผ้าม่อฮ่อมอันเลื่องชื่อของเมืองแพร่  นอกจากทำน้ำฮ่อม พี่สว่างยังปลูกเมี่ยง ปลูกกาแฟ เลี้ยงไส้เดือนอีกด้วย

ใกล้กับหมู่บ้านยังมีสถานที่น่าสนใจให้เดินเที่ยว เช่น วัดนาคูหาที่จะมองเห็นเขาสูงเป็นฉากหลัง มีแปลงนาผืนใหญ่ที่ข้าวกำลังออกรวงส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว ส่วนใครชอบผจญภัย ต้องลองมาเดินถ้ำและน้ำตก สัมผัสน้ำใสๆ เย็นๆ และความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า

ตอนเย็นอย่าลืมไปชมแสงสุดท้ายของวันกันที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาโพธิวงศาจริยาราม พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ ที่มีพระพักตร์พระพุทธรูปสีทองอร่าม พร้อมด้วยพระพุทธรูปปางห้ามญาติและพระธาตุอินทร์แขวน ตั้งโดดเด่นบนหินผาท่ามกลางป่าเขาและบรรยากาศแสนสงบ

ค่ำคืนนี้เรานอนหลับสบายกันในมุ้งโดยไม่ต้องเปิดแอร์ฯ หรือแม้แต่พัดลม มีเสียงจิ้งหรีดขับกล่อมให้ยิ่งนอนหลับฝันดี

แม้สัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย ไม่มีห้างสรรพสินค้า หรือแสงสีของความเจริญ อย่างในเมืองใหญ่ ทว่าที่นี่กลับมีขุมทรัพย์ล้ำค่า คือความสุข ณ ถิ่นฐาน ชาวนาคูหาจึงไม่จำต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อออกไปค้นหายังที่อื่นใด