ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว  สมัยที่ฉันยังเรียนอยู่ ม.5 ฉันชื่อดาว ฉันเป็นเด็กผู้หญิงแก่นๆ ลุยๆ นิสัยขัดกับชื่อมาก ฉันชอบเที่ยว รักความสนุกในชีวิต ชีวิตในมัธยมปลายสำหรับฉันแล้วค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะฉันอยู่ในโรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังของกรุงเทพฯ ที่กฎระเบียบค่อนข้างเข้มงวดไม่ต่างอะไรจากคุก แต่ยังโชคดีที่ฉันมีกลุ่มเพื่อนที่นิสัยเฮฮาแบบเดียวกัน และไม่ค่อยทำตัวเครียดเรียบร้อยเหมือนนักเรียนคนอื่นๆ ในโรงเรียนนี้เท่าไร กลุ่มของเราค่อนข้างมีชื่อเสียง (ทางด้านลบ ฮ่าๆ) ในโรงเรียนเลยล่ะ แต่ถึงอย่างไรชีวิตโดยรวมในโรงเรียนนี้ก็ยังคงน่าเบื่อสำหรับฉันอยู่ดี

     แต่แล้ว เหตุการณ์สยองขวัญก็ได้เกิดขึ้นในชีวิตวัย 16 ปีของฉัน ชนิดที่ฉันต้องจำไปจนวันตาย!!

ปก(ขอขอบคุณรูปจาก https://petmaya.com/ghost-school-01-2)

 

     เมื่อตอนต้นเทอมอาจารย์ได้สั่งงานโปรเจคใหญ่ให้ทำเป็นกลุ่มหนึ่งชิ้นที่ให้เวลาเราทำทั้งเทอม กำหนดส่งก่อนสอบปลายภาค และแน่นอนว่ากลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าขี้เกียจและเกเรอย่างกลุ่มฉัน แม้ว่าจะให้เวลาทำนานแค่ไหน สุดท้ายก็มานั่งทำกัน 2 วันก่อนส่งอยู่ดี (อันที่จริง ถ้าอาจารย์ไม่บังคับให้ทำ เราก็คงไม่คิดจะทำกันด้วยซ้ำ ฮ่าๆ) และแน่นอนว่าโปรเจคใหญ่แบบนี้ไม่มีทางที่เราจะทำกันแค่ 2-3 ชั่วโมงแน่ งานนี้มีโต้รุ่งแน่นอน เพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อแมทได้เสนอให้ไปทำงานที่บ้านของนาง เพราะบ้านของนางใกล้โรงเรียนสุด หลังเลิกเรียนตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย 3 พวกเราก็เดินเอื่อยๆ เฉื่อยๆ กันไปทำงาน ระหว่างทางก็แวะที่นู้นนิดที่นั่นหน่อย กว่าจะถึงบ้านแมทก็เกือบ 6 โมง ทั้งๆ ที่บ้านนางไม่ไกลจากโรงเรียนเลย

Advertisement

Advertisement

                เราเดินเข้ามาในตัวซอย มีบ้านเรียงรายสองฟากฝั่งทางเดิน ทางเดินไม่กว้างมาก แต่ก็มีพื้นที่เพียงพอให้รถสองคันวิ่งสวนกันได้แบบเบียดๆ เราเดินเข้ามาลึกระดับหนึ่งก่อนจะเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปอีกก็เลี้ยวขวา แล้วก็เลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆ อีกนิดๆ หน่อยๆ ก่อนจะเลี้ยวขวาออกมา คราวนี้เป็นทางเดินกว้างๆ ที่กว้างกว่าทางเดินที่ผ่านๆ มา

Advertisement

Advertisement

                ‘ทำไมทางเดินซอยนี้กว้างจังวะ น่าจะทำซอยอื่นให้กว้างแบบนี้เหมือนกัน’

ฉันเอ่ยปากถาม

                ‘ตรงนี้ไม่ใช่ซอย มันเป็นถนนที่ข้ามไปโรงเรียนตรงนั้น’ แมทตอบแล้วชี้ไปตรงตึกใหญ่ๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล สภาพมันดูเก่าและพังยับเยิน

                ‘โรงเรียนอะไร น่ากลัวจัง เหมือนตึกร้างมากกว่า’ เพื่อนอีกคนในกลุ่มที่ชื่อพิมพ์พูด

                ‘มันเคยเป็นโรงเรียนปฐม-มัธยมต้น มาก่อน แต่เพราะตอนนั้นไฟไหม้เลยปิดไป เพราะทั้งนักเรียนและอาจารย์ตายกันไปหลายศพ’ แมทตอบ

Advertisement

Advertisement

                ‘เอ๊ะ! คุ้นๆ นะ ใช่โรงเรียนที่เคยออกข่าวเมื่อ 4 ปีก่อนป่ะ ว่ามีนักเรียน ม.3 คนหนึ่งวางเพลิง เพราะถูกเพื่อนในโรงเรียนกลั่นแกล้ง แต่ไม่มีใครคิดจะช่วยก็เลยแค้น ส่วนตัวเองวางเพลิงเสร็จก็กระโดดตึกตาย อะไรทำนองนั้นป่ะ’ พิมพ์ถาม

                ‘ใช่ๆ หลังจากเหตุการณ์นั้นโรงเรียนนั้นก็ปิดตัวไปเลย เพราะผีเฮี้ยนมาก นักเรียนที่เข้ามาใหม่หรืออาจารย์หลายคนก็โดนผีหลอกตลอด บ้านคนที่อาศัยอยู่รอบๆ โรงเรียนนั้นก็อยู่ไม่ได้ ย้ายหนีกันไปหมด จริงๆ ถ้าเดินตัดโรงเรียนนี้ไปก็เป็นอีกหนึ่งทางออกจากหมูบ้านนะ แต่พอมีแต่คนเจอผีทุกคนก็เลยใช้แค่ทางเข้าทางออกเดียวเนี่ยแหละ’

                ‘ขนาดนั้นเลยหรอวะ’ ฉันที่เป็นคนกลัวผีเข้าใส้พูดขึ้นมาอย่างรู้สึกหลอนๆ แต่ยังไม่ทันที่แมทจะตอบอะไร อยู่ๆ พิมพ์ก็พูดขัดขึ้นมา

                ‘น่าสนใจดี’ พิมพ์พูดจบก็เดินดุ่ยๆ ไปทางโรงเรียนนั้น

                ‘เดี๋ยวๆ แกจะไปไหน’ ฉันตะโกนถาม

                ‘ไปล่าท้าผี’ มันตอบโดยไม่หันมามอง ขาก็ยังคงก้าวเร็วๆ ตรงดิ่งไปทางโรงเรียนนั้น

                ‘เดี๋ยว รอด้วยสิ’ แมทเรียกพร้อมกับวิ่งตามพิมพ์ไป

                ฉันที่เห็นเพื่อน 2 คนวิ่งไป ฉันเลยต้องวิ่งตามไปด้วย

                เรา 3 คนมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนแห่งนั้น พอมายืนดูใกล้ๆ แบบนี้แล้วโรงเรียนนั้นดูหลอนขึ้นมากเลย ลมเย็นๆ อ่อนๆ ที่พัดมาจากไหนไม่รู้ปะทะเข้าที่หน้าฉัน ให้ความรู้สึกยะเยือกแปลกๆ

 

หน้าโรงเรียน(ขอขอบคุณรูปจาก https://www.tvpoolonline.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99)

 

                ‘เข้าไปกันเถอะ’ พิมพ์พูดแล้ว ก็เดินดุ่ยๆ เข้าไป

                ‘เฮ้ย เดี๋ยวก่อนดิ’ ฉันคว้ามือมันไว้ พิมพ์หันมามองแล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่ามีอะไร ‘ฉัน...ฉันว่าอย่าดีกว่านะ’

                ‘แกกลัวหรอ?’

                ‘ก็เออสิ’

                ‘ปกติก็ดูเป็นคนกล้าๆ ไม่ค่อยกลัวอะไรนี่นา มาปอดแหกอะไรกับแค่ผี’ ไอพิมพ์พูดเหน็บ

                ‘แหม่ คนเรามันก็ต้องมีสิ่งที่ตัวเองกลัวอยู่แล้วป่ะวะ แกยังกลัวแมงมุมเลย’ ฉันว่า

                ‘เออๆ งั้นแกรอข้างนอกนนี้ละกัน เดี๋ยวฉันจะเข้าไปกับไอแมท ไอแมท แกจะไปกับฉันป่ะ’ พิมพ์หันไปถามแมทที่ยืนอยู่ข้างๆ

                ‘เออ ลองดูก็ดีเหมือนกัน ฉันเองก็ยังไม่เคยเข้าไปเลย อยากรู้ว่ามันจะเฮี้ยนสมคำล่ำลือไหม’

                พิมพ์ยิ้มอย่างพอใจ สองคนนั้นทำท่าจะเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ฉันก็รีบตะโกนเรียกก่อน

                ‘เดี๋ยว! แต่นี่มันจะมืดแล้วนะ ฉันว่าเรารีบไปทำงานกันดีกว่า เดี๋ยวงานไม่เสร็จหรอก’ ฉันพูดเสียงสั่นๆ ใจหนึ่งก็กลัว เป็นห่วงเพื่อน ไม่อยากให้พวกมันเข้าไป

                ‘ดาว ถ้าแกกลัวก็อยู่เฉยๆ ข้างนอกนี่แหละ อย่ามาขวางน่า เราสองคนไปกันไม่นาน’ พิมพ์พูด แล้วทั้งสองคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในโรงเรียนนั้น

                15 นาทีผ่านไป ไม่มีวี่แววว่าสองคนนั้นจะกลับออกมา ฉันนั่งมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาว่าเป็น 6 โมง 20 สลับกับมองเข้าไปในโรงเรียนอย่างกังวล

                จนกระทั่ง 20 นาทีผ่านไป สองคนนั้นก็ยังไม่ออกมา ฉันตะโกนเรียกเข้าไปในโรงเรียน ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีเสียงอะไรตอบกลับมา ใจฉันเริ่มรุ่มร้อน ความกังวล ความเป็นห่วงเพื่อนและความกลัวตีกันอยู่ภายในจิตใจ

                หรือว่าพวกมันจะโดนผีหักคอตายไปแล้ววะ?

                ฉันคิดอย่างกังวล อยากจะโทรหาพวกมัน แต่เพราะฉันยังไม่ได้เติมเงินในมือถือ จึงทำอะไรไม่ได้ ฉันลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในโรงเรียนอย่างกล้าๆ กลัวๆ

                เมื่อเข้ามา ภายในตัวโรงเรียนไม่กว้างมาก มีแค่สนามทอดยาวไป สุดสนามเป็นเสาธง ด้านซ้ายมือเป็นโรงอาหารติดกับอาคารเรียนสูงหลังหนึ่ง ขวามือเป็นอาคารเรียนเรียงรายกัน

                ‘ไอแมท ไอพิมพ์’ ฉันตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบรับกลับมา ฉันตะโกนเรียกอีกสองสามรอบก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา

                ขุกขักๆ

                ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรขยับอยู่ทางโรงอาหาร ‘พิมพ์หรอ หรือแมท?’

                เงียบ...

                เมื่อไม่มีเสียงตอบรับอะไรฉันจึงเดินเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใจหนึ่งก็คิดว่าเป็นผี แต่อีกใจก็หวังว่าอาจจะเป็นเพื่อนเรา

                ‘แมท? พิมพ์?’ ฉันลองตะโกนเรียกดู

                กุกกักๆ

                เสียงดังมาจากทางด้านขวามือ ฉันมองอะไรไม่ค่อยเห็น เพราะตรงนั้นมันเป็นซอกเล็กๆ ที่มืดมาก ฉันตะโกนเรียกอีก 2 – 3 ครั้ง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมา ฉันจึงตัดสินใจที่จะหมุนตัวกลับ แต่แล้ว จู่ๆ ตอนนั้นเองก็มีอะไรตัดหน้าฉันไปพอดี

                เมี๊ยววว

                มีแมวสีดำ รูปร่างผอมๆ มอมแมมๆ กระโดดตัดหน้าฉันไป ฉันกรีดร้องด้วยความตกใจแล้วล้มลง ในจังหวะนั้นเอง สายตาฉันเหลือบไปเห็นเงาคนอยู่ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม และไม่รู้ว่าฉันตาฝาดไปเองรึเปล่า หรือเป็นเพราะแสงมันสลัวมองไม่ค่อยเห็น ฉันจึงรู้สึกเหมือนเห็นว่า คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามฝั่งนั้นมีศีรษะที่ผิดรูป แต่ยังไม่ทันที่สมองของฉันจะประมวลอะไร จู่ๆ แมวตรงหน้าก็ร้องเสียงน่ากลัวเหมือนกำลังขู่ฉัน ฉันหันไปจ้องแววตาของแมวที่กำลังมองฉันด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะรีบหันกลับไปมองตรงจุดเดิมที่ฉันเห็นคน แต่กลับไม่พบอะไรแล้ว ฉันจึงหันกลับมาอีกรอบ แล้วก็พบว่าแมวที่เคยอยู่ตรงหน้าฉัน ตอนนี้มันก็หายไปแล้วเช่นกัน

แมวดำ(ขอขอบคุณรูปจาก https://undubzapp.com/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3-%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B5/)

 

                ในขณะที่สมองกำลังคิดว่าควรทำอย่างไรต่อไป จู่ๆ โทรศัพท์ของฉันก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น ฉันรีบหยิบมาดูก็พบว่าเป็นแมทที่โทรมา ฉันกดรับทันที

                ‘ฮัลโหล พวกแกอยู่ไหน’ ฉันถามอย่างใจร้อน

                ‘ฉันต่างหากที่ต้องถามแกมากกว่าว่าแกอยู่ไหน ฉันกับไอพิมพ์ออกมาจากโรงเรียนนั้นไปสักพักนึงแล้ว แต่ไม่เห็นแกเนี่ย’

                ‘พวกแกรออยู่ตรงนั้นนะ อย่าไปไหน จะรีบไปหา’ ฉันพูดจบก็กดวางสายเลย พร้อมกับลุกขึ้นและรีบวิ่งกลับออกไป

                พอฉันเดินออกมาก็เจอพวกมันสองคนกำลังยืนเมาท์มอยกันอยู่หน้าโรงเรียนด้วยสีหน้าปกติ แมทกับพิมพ์หันมาเห็นฉันที่เดินออกมาพอดี แมทจึงถามขึ้นมา

                ‘เข้าไปทำอะไรในนั้น ไหนบอกว่ากลัว ไม่กล้าเข้าไปไง’

                ‘ก็ไปตามพวกแกสองตัวนั่นแหละไอบ้า เข้าไปทำอะไรในนั้นตั้งนาน ฉันเป็นห่วงเลยเข้าไปตามหาเนี่ย’

                ‘แล้วเจออะไรบ้างป่ะ’ พิมพ์ถาม ฉันนิ่งไปพักหนึ่ง ในหัวกำลังนึกถึงเหตุการณ์แปลกๆ ที่เจอเมื่อกี้ ลังเลอยู่ว่าจะเล่าให้พวกมันฟังดีไหม แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ

                ‘ไม่อ่ะ แล้วพวกแกล่ะเข้าไปตั้งนานเจอไรป่ะ’ ฉันถามบ้าง แมทกับพิมพ์ส่ายหัว

                ‘หึ ไม่อ่ะ โคตรเซ็งเลย’ พิมพ์บอก

                ‘อืม ช่างมันเถอะ ฉันว่าเรารีบไปทำงานเถอะ’ ฉันพูดจบก็เดินนำออกไป ระหว่างทางในหัวก็คิดถึงภาพที่ฉันเห็นเงาคน แต่ก็พยายามบอกกับตัวเองว่าอาจแค่ตาฝาด

                ทันทีที่เราสามคนมาถึงบ้านของแมทก็รีบลงมือทำงานกันทันทีเพราะเสียเวลาไปมากแล้ว

                แต่ก็ทำงานกันได้แค่ 2-3 ชั่วโมง เด็กขี้เกียจอย่างกลุ่มเราก็เริ่มกางไพ่ออกมาเล่นกัน จริงๆ กลุ่มเรามี 8 คน แต่งานนี้อาจารย์ให้จับกลุ่มแค่ 3 คน อีก 5 คนก็เลยต้องแยกย้ายกันไป

                เราเล่นไพ่ไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึง 5 ทุ่มครึ่ง จู่ๆ เสียงมือถือของไอพิมพ์ก็ดังขึ้น พิมพ์กดรับ

                มันคุยอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก่อนจะหันมาหาฉันพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ให้

                ‘แม่แกโทรมา’ มันบอก ฉันตกใจ นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรบอกแม่ว่าวันนี้ฉันจะมาทำงานบ้านเพื่อน

                ‘ฮัลโหล แม่’

                ‘ทำไมไม่รับโทรศัพท์ ฉันโทรตามตั้งหลายรอบ!’ เสียงของแม่แผดออกมาจากโทรศัพท์ดังมาก ฉันสะดุ้งก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์มาเช็ค ก่อนจะพบว่ามือถือฉันแบตหมด

                ‘มือถือแบตหมดอ่ะแม่’

                ‘แล้วทำไมไม่บอกว่ามาทำงานบ้านเพื่อนฮะ! แกกลับบ้านมาเดี๋ยวนี้เลยนะ’ ฉันโดนแม่ว่าเป็นชุด ก่อนจะวางสายไปแล้วบอกลาเพื่อนอีกสองคน ไอแมทมันชวนฉันนอนค้างที่บ้านมันคืนนี้เพราะตอนนี้ก็ดึกและมืดแล้ว จริงๆ ฉันก็อยากจะนอนอยู่หรอกนะ เพราะขี้เกียจกลับ แต่ก็ขี้เกียจฟังเสียงด่าของแม่อีก

                ‘ให้ฉันไปส่งแกขึ้นรถหน้าปากซอยมั้ย’ แมทถาม

                ‘ไม่ต้องหรอก แกสองคนเลิกเล่นไพ่แล้วทำงานต่อซะ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ ถ้าพรุ้งนี้มีอะไรเพิ่มเติมบอกฉัน เดี๋ยวฉันช่วยพรุ้งนี้แล้วกัน’

                เมื่อร่ำลาอะไรกับเพื่อนเรียบร้อยฉันก็เดินออกจากบ้านแมท เดินไปตามทางที่เดินเข้ามาครั้งแรก ในตอนที่ผ่านโรงเรียนร้าง ฉันแอบมองเข้าไปนิดหน่อย ไม่เห็นอะไรแต่ก็ขนลุกซู่

                ฉันรีบเบือนหน้าหนีมองไปทางอื่น แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินไป

                ฉันเดินตามทางเดิมที่เข้ามาตอนแรก ในหัวพลางคิดนู้นนี่ แต่แล้วจู่ๆ รู้ตัวอีกทีตัวเองก็วนกลับมายืนอยู่ที่เดิม...ถนนที่จะข้ามไปโรงเรียนร้างแห่งนั้น

                ฉันตกใจนิดหน่อย แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าอาจจะจำทางผิดก็ได้เลยทำให้เดินวนกลับมาที่เดิม ฉันรีบเบือนหน้าหนีโรงเรียนนั้นอีกครั้งก็จะตัดสินเดินต่อไป ในหัวพยายามนึกถึงเส้นทางที่เดินเข้ามาตอนแรกอย่างถี่ถ้วน

                แต่สุดท้าย ก็วนกลับมาอยู่ที่เดิม

                ฉันเริ่มชักใจคอไม่ดี หยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมจะโทรหาไอแมท ก่อนจะนึกได้ว่าโทรศัพท์แบตหมด ฉันไม่เสียเวลาอีกต่อไป ตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านของแมท

                แต่ไม่รู้โชคชะตาเล่นตลกอะไร ฉันหลงทาง!

                ฉันเริ่มใจเสีย วิ่งไปวิ่งมา เริ่มสติแตกแต่ก็พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ ในมือกำมือถือแน่น น้ำตาเริ่มเอ่อมาคลอเบ้า และรู้ตัวอีกที ฉันก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าโรงเรียนแห่งนั้น! ย้ำ! ว่าหน้าโรงเรียนเลย ไม่ใช่ฝั่งที่มีถนนให้ข้ามแบบตอนแรก ตอนนี้ฉันยืนอยู่ข้างหน้าโรงเรียนร้างเหมือนเดินที่ฉันยืนรอแมทกับพิมพ์อยู่เลย!

                ฉันยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นพร้อมกับมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นวี่แววผู้คน มองนาฬิกาก็พบว่าเที่ยงคืนสิบนาที

                ‘ใครก็ได้ช่วยด้วย’ ฉันพูดเสียงเบาสั่น พยายามกดเปิดมือถือ หวังว่าจะมีแบตเหลือสัก 1% ก็ยังดี แต่ทันทีที่เปิดเครื่องติดยังไม่ทันได้กดเบอร์โทรหาใครเครื่องก็ดับลงไปอีกรอบ สายตาฉันเริ่มสาดส่องมองหาผู้คนเผื่อจะมีใครผ่านมาแถวนี้บ้าง แต่ก็เงียบกริบ มีเพียงแค่บ้านหลังหนึ่งที่ยังคงเปิดไฟห้องอยู่ไกลๆ ฉันวิ่งไปที่บ้านหลังนั้นและพยายามตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีมีแต่เงาคนโผล่ออกมาดู ในหัวเริ่มหาหนทางมากมายที่จะออกไปจากหมูบ้านแห่งนี้

                ‘จริงๆ ถ้าเดินตัดโรงเรียนนี้ไปก็เป็นอีกหนึ่งทางออกจากหมูบ้านนะ แต่พอมีแต่คนเจอผีทุกคนก็เลยใช้แค่ทางเข้าทางออกเดียวเนี่ยแหละ’

                เสียงของไอแมทเข้ามาในหัว ฉันเริ่มคิดว่า หรือเราต้องเดินตัดเข้าไปในโรงเรียนจริงๆ ถึงจะออกจากหมูบ้านนี้ได้

                บ้าน่า มันต้องมีทางออกอื่นสิ

ถึงฉันจะคิดแบบนั้นแต่เมื่อรู้ตัวอีกที ตัวเองก็มายืนอยู่หน้าโรงเรียนนั้นแล้ว

                หรือเราต้องเดินตัดโรงเรียนนี้ไปจริงๆ??

                ฉันก้มมองดูนาฬิกาบนข้อมือ ก็พบว่าตอนนี้เที่ยงคืนยี่สิบห้า

                เอาวะ! ตอนแรกที่เข้าไปเราก็ไม่ได้เจอผีสักหน่อย ถึงจะเจออะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้เจอจังๆ นี่นา เราอาจจะคิดไปเองก็ได้ อีกอย่างตอนนี้ก็ยังไม่ดึกเท่าไร ถ้าเทียบกับเวลานอนของฉัน เพราะปกติฉันนอนตี 2 ที่อยู่ดึกไม่ใช่ทำงานนะ ดูซีรี่ส์ ฮ่าๆๆๆ (ยังจะมามีอารมณ์ขัน)

                ฉันหลับตาตั้งสมาธิ แต่ก่อนจะลืมตาฉันก็นึกได้ว่าถ้าลืมตาแล้วเจอผีโผล่มาล่ะจะทำอย่างไร จึงตัดสินใจยืนหลับตาอยู่อย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าพอยืนหลับตา ในหัวก็ดันคิดฟุ้งซ่านหนักกว่าเดิม สุดท้ายจึงตัดสินใจค่อยๆ ลืมตาทีละนิด และโชคดีที่ไม่พบอะไร

                ฉันทำใจกล้าเดินเข้าไปในโรงเรียนแห่งนั้น ภาพสนามทอดยาว โรงอาหารด้านซ้าย กับอาคารใหญ่ด้านขวามือปรากฏตรงหน้าฉันอีกครั้ง ฉันพยายามมองหาทางออกที่จะทะลุออกไปจากหมูบ้านแห่งนี้  ก็จะเห็นว่าสุดสนามถัดจากเสาธงไปไม่ไกลมีประตูรั้วอยู่ ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วรีบมุ่งหน้าตรงไปทางนั้น แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมของฉัน ดันเหลือบไปเห็นป้ายขนาดใหญ่ที่ติดพาดอาคารเรียนใหญ่ด้านขวามืออยู่  มีรูปเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่แว่น มัดผมหางม้าเรียบร้อย ยืนยิ้มรับรางวัลอยู่ แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเศร้า บนป้ายยังมีตัวอักษรเขียนอยู่อีกด้วยว่า ‘คะแนน O-NET เต็มร้อย’ สภาพป้ายดูเก่า ดำ และขาดรุ่งริ่ง เหมือนถูกไฟเผา แต่นั่นไม่สำคัญ ฉันกลับรู้สึกว่าหน้าตาของเด็กผู้หญิงคนนี้ดูคุ้นๆ อย่างไรชอบกล

                ฉันพยายามสลัดความคิดทุกอย่างออกจากหัวและก้าวเท้าเดินไป ทันใดนั้นเจ้าแมวสีดำตัวเดิมก็วิ่งตัดหน้าฉันไปด้วยความเร็วพร้อมกับร้องขู่ ฉันตกใจกรีดร้องเสียงดัง พร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดปาก

                ‘นั่นใครน่ะ!!’

                เสียงผู้ชายดังขึ้น ฉันเห็นเงาภายใต้แสงสลัวๆ กำลังขยับออกมาจากมุมหนึ่งของตึก ด้วยความตกใจ ฉันจึงรีบวิ่งเข้าโรงอาหารไปแอบใต้โต๊ะ พร้อมกับดึงเก้าอี้แถวๆ นั้นมาบังตัวเอง จากนั้นก็แอบมองเหตุการณ์ความเป็นไปภายในช่องใต้โต๊ะนี้

                ฉันเห็นขาที่สวมกางเกงขายาวสีดำของผู้ชายคนหนึ่งเดินไปเดินมา เหมือนกำลังมองหาต้นตอของเสียงกรี๊ดเมื่อสักครู่อยู่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดและโกรธ

                ‘อย่าให้รู้นะว่าเป็นใคร ทำไมฉันจะต้องมารับภาระบ้าๆ นี่คนเดียวด้วย ฉันไม่ใช่คนรึไง!’

                ฉันแอบงงกับคำพูดนั่นเล็กน้อย ผู้ชายคนนั้นเดินวนไปวนมาพักหนึ่งก่อนจะเดินหายไป ฉันจึงค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ออก และพาตัวเองออกมาจากใต้โต๊ะ

                ในมือฉันกำมือถือตัวเองแน่นเหมือนแอบมีความหวังเล็กๆ ว่าใครจะโทรเข้ามา ทั้งๆ ที่แบตหมดอยู่ ไม่รอช้าฉันรีบวิ่งตัดสนามตรงไปทางที่เป็นรั้ว หันไปมองด้านหลังเป็นพักๆ เพราะกลัวว่าผู้ชายคนเมื่อกี้จะตามมารึเปล่า

                แต่ไม่รู้โชคชะตาเล่นตลกอะไร ทันใดนั้นเอง ก็เหมือนมีวัตถุขนาดใหญ่หล่นลงมาจากที่สูง ผ่านหน้าฉันไป ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอยู่ตรงเท้าฉัน

                ทันทีที่สายตาฉันปรับโฟกัสได้ก็พบว่าตรงหน้าฉันคือเด็กผู้ชายที่ท่อนล่างไหม้เกรียมเหมือนถูกไฟไหม้มา ที่หัวของเขามีเลือดค่อยๆ ไหลนองมาตามพื้น ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ ตาเหลือก

                ฉันยืนขาแข็งอยู่อย่างนั้น สะอื้นจนตัวสั่น น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมา มองภาพข้างหน้าด้วยความช็อค และจู่ๆ มือของเด็กผู้ชายก็คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าฉัน ดวงตาที่เหลือกในตอนแรก หันมามองฉัน

                ‘พี่ครับ ผมร้อน ผมติดอยู่ข้างบน ผมต้องโดดตึกหนีไฟลงมาครับ พี่ครับ ช...ช่วย ผม...ด...ด้วย ม...ไม่มีใครรู้...ว่าผมติดอยู่ข้างบน’ น้ำเสียงนั่นฟังดูทรมาน

                ตอนนี้สติฉันหลุด ฉันกรีดร้อง อยากวิ่งหนีออกไปทางรั้วนั้น แต่ติดที่ว่ามีน้องชายตาเหลือกนอนขวางอยู่ ฉันจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในตัวอาคารเรียนที่อยู่ด้านซ้ายมือด้วยอาการสติแตก และเมื่อฉันวิ่งเข้ามาฉันก็เพิ่งจะมาตระหนักได้ว่าสถานการณ์แบบนี้ยิ่งไม่ควรเข้ามาในตัวอาคารเรียน แต่สายไปเสียแล้ว ทันทีที่ฉันจะรีบหมุนตัววิ่งกลับออกไป จู่ๆ ประตูอาคารก็ปิดดังปัง! ฉันวิ่งเข้าไปทุบประตูพร้อมกับแหกปากโวยวายให้มันเปิดออก ทันใดนั้นอยู่ๆ ฉันก็ล้มลงและไถลไปตามพื้นเหมือนมีใครมาดึงขา ฉันกรีดร้องสุดเสียง ตัวฉันถูกลากมาหยุดอยู่ที่หน้าบันไดทางขึ้นไปชั้นบนของอาคาร ด้วยความตกใจสุดขีด ฉันรีบวิ่งขึ้นไปตามบันไดทันที เมื่อมาถึงชั้นสอง มองไปตามทางเดินที่ทอดยาวและมีห้องเรียนเรียงรายฝั่งขวามือ ไฟบนเพดานกระพริบติดๆ ดับๆ และทุกครั้งที่มันติด ฉันก็เห็นเด็กนักเรียนจำนวนมากที่สภาพร่างกายไม่ปกติเหมือนถูกไฟไหม้ยืนเรียงรายอยู่ตามทางเดินชั้นสอง ฉันกรีดร้องสุดเสียงอีกครั้งและวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสาม ก่อนจะพบว่าชั้นสามเองก็มีผีแบบเดียวกับชั้นสอง ไม่รอช้า ฉันวิ่งต่อไปที่ชั้นสี่ เมื่อมาถึงชั้นสี่ฉันก็ชนเข้ากับใครบางคน

                ‘ว้าย’ ฉันร้องเสียงดังและล้มลง  ภาพกางเกงขายาวสีดำของผู้ชายปรากฏอยู่ตรงหน้า ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของขานั้น ก่อนจะเห็นใบหน้าตึงๆ ของผู้ชายคนหนึ่งมองลงมาที่ฉันเหมือนกัน เป็นผู้ชายวัยกลางคน สวมชุดยามรักษาความปลอดภัย

บันได(ขอขอบคุณรูปจาก http://worldwildknow.blogspot.com/2017/06/blog-post_65.html)

 

                ‘มาทำอะไรที่นี่ยัยหนู’ ผู้ชายคนนั้นพูด สภาพเขาดูปกติเหมือนคนทั่วไป ฉันเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร ค่อยๆ ลุกยืนขึ้น ผู้ชายตรงหน้ายังคงจ้องหน้าฉันเขม็ง สมองฉันกำลังประมวลว่านี่คนหรือผี ‘มาทำอะไรที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ ฮะ! รู้มั้ยมันเป็นภาระฉัน’

                ‘ขอโทษค่ะ คือว่าฉันหลง...’ ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ จู่ๆ ยามคนนั้นก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดัน

                ‘มาทำอะไรที่นี่! เป็นนักเรียนน่ะ มืดค่ำก็ควรกลับบ้าน เข้าใจมั้ย! ห้ะ! มันเป็นภาระฉันที่ต้องมาคอยไล่พวกเธอ แค่อาชีพยามก็แทบจะไม่มีใครเห็นหัวอยู่แล้ว มันเป็นภาระฉัน ทุกคนทำเหมือนกับฉันเป็นตัวตลก!’ ผู้ชายคนนั้นตะคอกใส่ฉัน พร้อมกับเดินเข้ามาหา ใบหน้าของเขาค่อยๆ ปรากฏรอยไหม้ขึ้น หนังที่เคยติดอยู่บนหน้าค่อยๆ หลุดร่วง ฉันกรี๊ดเสียงดังและวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นห้า ชั้นห้าเงียบสงบ ปิดไฟมืด ฉันทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างเสียสติ

                เวลาผ่านไปห้านาที จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงเรียก

                ‘เธอๆ เธอมาทำอะไรตรงนี้’

                ฉันสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมองต้นตอของเสียงอย่างตกใจ เงาผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตรงหน้าฉัน ด้วยความที่มันมืดมาก ฉันจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจนของเธอ

                ‘กรี๊ดดดด’ ฉันกรีดร้องเสียงดังด้วยอาการตกใจกลัว

                ‘เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ เธอเป็นอะไร มีอะไรให้ฉันช่วยไหม’ เธอคนนั้นพูด พร้อมกับจับตัวฉัน

                ‘ออกไปนะ! เธอเองก็เป็นผีใช่มั้ย!’ ฉันผลักผู้หญิงตรงหน้าอย่างแรงจนเธอล้มลง พร้อมทั้งกรีดร้องไม่หยุด

                ‘เดี๋ยวก่อนนน ฉันเป็นลูกภารโรง ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก ใจเย็นๆ ก่อนนะ’ เธอคนนั้นค่อยๆ จับตัวฉันเบาๆ มืออุ่นๆ ของเธอทำให้ฉันค่อยๆ ใจเย็นลง ‘ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก อย่ากลัวฉันนะ’

                ฉันยังคงร้องไห้และสะอื้นไม่หยุด

                ‘บอกฉันได้ไหม เกิดอะไรขึ้นกับเธอ’ เธอคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงนุมนวล ฉันชั่งใจอยู่พักหนึ่งว่าไว้ใจเธอได้ไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกออกไป

                ‘ฉันหลงเข้ามาในอาคารนี้ มีผีอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด พาฉันออกไปจากที่นี่ที ฉันไม่ไหวแล้ว’ ฉันจับตัวผู้หญิงตรงหน้าและเขย่าอย่างเสียสติ

                ‘โอเคๆ ใจเย็นๆ นะ ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่’ พูดจบเธอก็จับมือฉันและพยุงให้ลุกขึ้น มืออุ่นๆ ของเธอทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าเธอยังมีตัวตน แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี ‘ทางเดินมันมืด เดินตามฉันมาดีๆ นะ’

                ฉันเดินตามผู้หญิงคนนั้นด้วยสติที่หลุดๆ ลอยๆ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่ดาดฟ้าของอาคาร ฉันมองไปรอบๆ อย่างงงๆ

                ‘ธ...เธอพาฉันมาที่นี่ทำไม’ ฉันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                ‘พาเธอออกจากที่นี่ไง’ เธอตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ สายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้มองมาที่ฉัน ฉันเริ่มใจคอไม่ดี

                ‘แล้วเราจะออกตรงไหน นี่มันดาดฟ้านะ!’ ฉันถามพร้อมกับสะอื้น หอบหายใจรัวๆ เธอคนนั้นค่อยๆ หันมามองฉันอย่างช้าๆ แสงไฟจากพระจันทร์บวกกับแสงไฟสลัวๆ จากหมูบ้านที่อยู่ถัดจากโรงเรียนไปทำให้ฉันเห็นหน้าเธออย่างชัดเจน ในตอนนั้นเองฉันก็ตระหนักได้ว่าเธอคือใคร!

                เธอคือผู้หญิงในป้าย O-Net เต็มร้อย และเธอก็คือคนเดียวกับผู้หญิงที่คอบิดผิดรูปที่ฉันเห็นครั้งแรกในตอนเข้ามา

                ‘ทางออกจากที่นี่ก็คือ โดดลงไป’ เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก มืออุ่นๆ ที่จับมือฉันอยู่เปลี่ยนเป็นร้อนขึ้นเหมือนไฟไหม้ ผิวหนังของเธอเริ่มไหม้เกรียมขึ้นเรื่อยๆ

                ‘กรี๊ดดดดด’ ฉันกรีดร้องสุดเสียงอีกครั้ง พยายามสลัดมือของเธอให้หลุดออก แต่ทำอย่างไรก็ไม่หลุดเสียที เธอกำมือฉันแน่น

                ‘ทำไมกัน ทำไมทุกคนถึงทำกับฉันแบบนี้! การที่ฉันเป็นแค่ลูกภารโรงมันผิดมากรึไง ฉันน่ารังเกียจนักหรอฮะ! ฉันอุตส่าห์ตั้งใจเรียน ทำไมพวกแกต้องมาเอาแต่อิจฉาที่ฉันได้คะแนนดีด้วย’ ผู้หญิงคนนั้นตะคอกใส่ฉันด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น

                ‘มันไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย ฉันไม่รู้เรื่องด้วยโว้ยยย ปล่อย!’ ฉันตะโกนลั่นอย่างเสียสติ พยายามสลัดมือผู้หญิงคนนี้ให้หลุด มือของเธอที่จับฉันอยู่ร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนฉันรู้สึกเหมือนโดนไฟเผาอยู่ที่มือ ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงเธอออกไปจนสุดแรง และมันก็ได้ผล มือเธอหลุดออกจากมือฉัน แต่เธอกลับเสียหลักเซตกจากดาดฟ้าไป

                ฉันกรีดร้องด้วยความตกใจและรีบวิ่งไปดู ภาพที่เห็นตรงหน้าคือภาพเธอนอนอยู่ที่พื้นด้านล่างด้วยสภาพคอหักผิดรูปเหมือนที่ฉันเห็นในตอนแรกที่มุมตึก ตาเธอเหลือกมองตรงมาที่ฉันอย่างโกรธแค้น เลือดกระจายเต็มพื้น

                ฉันแทบเข่าทรุดจะเป็นลมกับภาพที่เห็นตรงหน้า แต่ก็พยายามรวบรวมแรงและสติเฮือกสุดท้าย วิ่งหนีลงจากอาคารนี้อย่างสุดชีวิตพร้อมทั้งร้องไห้ กรีดร้องบ้าคลั่งอย่างเสียสติ

                ฉันไม่รู้ตัวเองวิ่งออกมาไกลแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงถนนใหญ่ทางออกจากหมูบ้านเรียบร้อยแล้ว

                ฉันเข่าทรุด นั่งลงร้องไห้ไม่หยุด ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองทางที่ตัวเองหนีออกมา และสุดท้าย คืนนั้นฉันก็เรียก Taxi กลับมาบ้านอย่างปลอดภัย

                เช้าขึ้นมาฉันถึงขึ้นไม่สบาย ไปเรียนไม่ได้ เพื่อนพยายามโทรตามแต่ฉันไม่คุยกับใครทั้งนั้นเพราะยังขวัญผวาอยู่ และเป็นแบบนั้นเกือบสองอาทิตย์ กว่าจะกลับมาเป็นแบบได้เล่นเอาเพื่อนและอาจารย์เป็นห่วง ในวันที่ฉันกลับมาเรียนอีกครั้งก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนในกลุ่มฉันทุกคนฟัง สุดท้ายพวกมันจึงพาฉันไปทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้ผีพวกนั้น

                และนี่ก็เป็นเรื่องราวสยองขวัญในชีวิต ม.5 ของฉันที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                         By. Loli