เรามีสัตว์เลี้ยงที่ผูกพันมานานถึง 10 ปีเลย เป็นสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลผสมชิสุ เพศผู้ มีชื่อว่านินจา เราได้นินจามาตั้งแต่นินจาตัวเล็ก ๆ ตอนนั้นเราก็อายุประมาณ 10 ขวบ จนตอนนี้เราอายุ 21 ปีแล้ว ก็ร่วม ๆ 10 ปีที่อยู่ด้วยกันมา มันคือครึ่งชีวิตของเราเลยล่ะ 

ภาพที่ 1

          นิสัยของนินจาตอนที่ยังเด็ก ๆ เวลาได้ไปเที่ยว จะวิ่งเล่นเก่งมาก ชอบเปิดกระจกรถท้าลม ไปเที่ยวด้วยกันหลายที่มาก ๆ ไม่ว่าจะขึ้นเหนือ ล่องใต้ ทะเล ภูเขา นับว่าในหลาย ๆ ครั้งของการเดินทางจะมีนินจาอยู่ด้วย มันไม่ใช่แค่สุนัข แต่มันคือเพื่อนรักของเราเลย ทุก ๆ วัน ในตอนเช้าเราก็จะเจอมันมารอตรงหัวบันได หรือตอนเรากลับจากโรงเรียน ก็จะเจอมันมาต้อนรับ เป็นแบบนี้ทุกวันเลย มันก็มีหลาย ๆ ครั้ง ที่มันโดนเพิกเฉย ไม่มีใครเล่นด้วย เวลาทุกคนไปทำงาน ตอนเราไปเรียนมันก็จะอยู่ตัวเดียว ทุกครั้งที่เข้ามาในบ้าน มันจะมีนินจารออยู่เสมอเลย คงเหงามาก ๆ ใช่ไหม รอคอยให้กลับมาบ้านใช่ไหม กาลเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ พอมันเริ่มแก่ขึ้น นิสัยมันก็เริ่มเปลี่ยน ดูเหนื่อย ๆ ที่จะเดินวิ่งเล่นไปไหนแล้ว ต้องคอยอุ้มตลอดเลย นินจายังเรื่องมากสำหรับเรื่องกินเสมอ มันไม่กินอาหารเม็ด มันจะชอบกินของสดใหม่ ต้องไก่ต้ม หัวใจไก่ต้มร้อน ๆ ถึงจะกิน ไส้กรอกของเซเว่นนี่ของชอบเลย 

Advertisement

Advertisement

ภาพที่ 2

         ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา เราได้กลับมาอยู่กับที่บ้าน แน่นอนว่านินจาจะไม่เหงาแล้ว เพราะมีพ่อแม่ยายพี่และเราอยู่ด้วย เวลานอนก็จะนอนด้วยกันทุกคืน จะชอบมานอนเบียดข้าง ๆ ตอนเช้า เราที่ยังไม่ตื่น นินจาจะคอยเป็นองครักษ์ที่ดี มันจะคอยเห่าไม่ให้ใครเข้าใกล้เราเลย แต่เราก็ต้องตื่นเพราะเสียงมันเห่าอยู่ดี55555555555555 

Advertisement

Advertisement

         นินจาเป็นสุนัขที่เรารักมากที่สุดเลย เราเคยคิดหลายครั้งมาก ว่าถ้ามันไม่อยู่แล้วเราจะเสียใจขนาดไหน ขนาดแค่คิดเรายังน้ำตาคลอเลย จนมาคืนหนึ่งมันแปลกมากที่เราอยู่ ๆ ก็ตื่นกลางดึก แล้วนั่งร้องไห้แบบหนักมาก เพราะอยู่ ๆ ก็กลัวที่จะเสียใครสักคนไป เหตุการณ์ล่วงเลยจนมาถึงตอนเช้าวันที่ 23 มิถุนายน 2563 พ่อแม่ออกไปทำธุระข้างนอกเหลือเรากับยายและนินจา ก่อนหน้านั้น 2-3 วัน นินจามีอาการไม่สบาย ไม่กินข้าว และดูซึม ๆ แต่ด้วยความที่ไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก จนสิ่งที่เรากลัวมากที่สุดมันมาถึง ขณะที่เรานอนอยู่ นินจาพยุงตัวเอง มันเดินแบบมันไม่ไหวแล้วเพื่อที่จะมาหาเรา และมาล้มฟุบอยู่ตรงเรา เราเห็นแล้วว่าอาการมันแย่มาก เราร้องไห้ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงบอกยายว่า นินจามันไม่ไหวแล้ว ด้วยความไม่มีสติ รีบโทรหาแม่ ว่านินจามันเป็นไรไม่รู้ จนแม่บอกเดี๋ยวพามันไปโรงพยาบาลนะ ให้นี่ไปอาบน้ำเดี๋ยวมีคนมารับ เราเห็นนินจาอาการไม่ดี แบบดูไม่มีเรี่ยวแรง เลยเอามันออกจากตัวเราก่อน เพื่อที่จะไปเอาพวกน้ำเกลือแร่มาละลายให้มันกิน เราใช้ช้อนตักเพื่ออ้าปากให้มันกิน แต่มันไม่ยอมอ้า เราก็เลยพยายามจะให้เข้าปากแต่มันก็ไหลออก จนเราเรียกยายให้มาดูนินจา เพราะเราจะไปอาบน้ำเพื่อจะพานินจาไปส่งโรงพยาบาล เราบอกให้ยายเรียกนินจาตลอด อย่าให้มันหลับตานะ พูดย้ำ ๆ หลายรอบมาก จนเรารีบอาบน้ำ และรีบมาดูนินจา อยู่ ๆ เราก็สังเกตว่าตานินจาดูแปลก ๆ เราเลยมาดูใกล้ ๆ เราเห็นรอยผ้าเปื้อนไปด้วยฉี่ ถึงรู้ว่านินจาไปจากเราแล้ว วินาทีนั้นมันแบบช็อคมาก เราทำตัวไม่ถูก มันไม่อยากเชื่อเลย เราร้องคร่ำครวญแบบเหมือนหัวใจแตกสลายไปแล้วจริง ๆ รู้มั้ย เรารีบไปหาที่ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นินจาฟื้น ให้นินจารอด ให้ทุกความดีที่เราเคยทำ ส่งผลให้นินจารอด ให้เราเป็นอะไรหรือเป็นโรคอะไรก็ได้ แต่เอานินจาคืนมา เราพูดอย่างนี้จริง ๆ นะ อะไรก็ได้ แค่ขอนินจากลับมามีชีวิตอีกครั้ง ขอร้องไปโดยที่หวังเล็ก ๆ ว่ามันจะเป็นจริง เรารีบไปหานินจา พอรถมาถึง เรารีบพานินจาไปส่งคลีนิค ขอให้ช่วยนินจาให้ได้ แต่คือจริง ๆ ก็เริ่มรู้แล้วว่ามันจะเป็นยังไงเพราะมันตัวแข็งแล้ว แต่เราก็ยังหวังอยู่เล็ก ๆ ว่าแกจะรอดนะ เราขอหมอให้ช่วยฉีดยากระตุ้น ขอร้องหมอให้ช่วยให้ได้ ประโยคที่หมอพูดกับเราคือเผื่อใจไว้นะ น้องตัวเหลืองแล้ว น่าจะมีโรคของตับหรือเลือดมาก่อน จนแบบโอเค เรารู้ว่าคงยังไงก็ไม่รอด เราอุ้มนินจาขึ้นรถ และไปอีกคลีนิคเพราะอีกใจมันก็ยังหวังว่าแกต้องรอดสิ แต่สุดท้ายหมอก็ฟังหัวใจแล้วบอกไม่มีเสียงหัวใจเต้น เราเสียใจมาก มันพูดไม่ออกจริง ๆ

Advertisement

Advertisement

ภาพที่ 3          เราคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ภาพที่นินจาเดินมาหาเราแล้วนอนฟุบที่เรา จริง ๆ มันอาจจะตายตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าแกตายไปแล้ว เรายังบอกยายอยู่เลย ว่าอย่าให้นินจาหลับตานะเพราะกลัวแกจะหลับไปแล้วไม่ฟื้น แต่ความเป็นจริงแกตายทั้ง ๆ ที่ตาค้าง ภาพมันติดตาเราอยู่เลย ความรู้สึกตอนนั้นนึกถึงมันก็คอยตอกย้ำตัวเองทำไมเราช่วยแกไม่ได้เลย ทำไมเราไม่มีสติกว่านี้ หรือทำยังไงให้แกมีชีวิต มันเกิดคำถามย้ำๆ อยู่ในใจตลอด ถ้าพ่อแม่อยู่ด้วยตอนนั้นล่ะ เค้าคงช่วยแกได้ใช่มั้ย แกก็คงไม่ตายใช่มั้ย แกก็คงอยู่กับเราตอนนี้ใช่มั้ย มันเป็นความรู้สึกผิดอยู่ในใจมาก ๆ ที่แบบนินจาเดินมาหาเรา มาฟุบตรงเรา แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะตาย มันอาจจะมาขอความช่วยเหลือ แต่เราไม่รู้ ไม่คิด ไม่มีสติ ช่วยไรแกไม่ได้เลย มันร้องไห้ตลอดเวลา ทำใจไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เราอุ้มร่างของนินจาไปฝัง รู้มั้ยขนาดรู้ทั้งรู้ว่าแกตายไปแล้วจริง ๆ เรายังหวังว่าแกจะฟื้นมาเลย เราภาวนาให้มันมีปาฏิหาริย์ เราขอให้มันเกิดขึ้นกับนินจา เราร้องไห้ไม่หยุดเลยมันแบบอยากขอโทษทุก ๆ อย่าง มันแบบโคตรรู้สึกผิดอยู่ในใจมาตลอด


         จนวันนี้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ผ่านมาได้ 2 อาทิตย์ ไม่มีวันไหนไม่คิดถึงเลยนะ มันยังคิดถึงแกเสมอทุกมุมในบ้านมันยังเห็นเป็นภาพแก นอนใต้เตียงบ้าง นอนบนผ้าห่ม รอยฉี่ที่ทิ้งไว้ตามเสา ขอบประตู ไม่มีอีกแล้วเสียงของแม่ที่บอกให้ฉีกไก่ให้จาด้วย ไม่มีอีกแล้วที่มีใครมานอนเบียดมาแย่งผ้าห่ม มันน่าเสียดายที่แกน่าจะอยู่กับเรานานกว่านี้ แต่ไม่เป็นไรเนอะ แกไม่ได้หายไปไหนหรอก แกแค่ย้ายมาอยู่ในห้วงความทรงจำของเราแค่นั้นเอง :-)

ภาพที่ 4

 

เครดิตรูปภาพ

  • ภาพปก ภาพถ่ายโดยนักเขียนและตกแต่งรูปภาพด้วยแอพ Canva
  • ภาพที่ 1 ภาพถ่ายโดยนักเขียน
  • ภาพที่ 2 ภาพถ่ายโดยนักเขียน
  • ภาพที่ 3 ภาพถ่ายโดยนีกเขียน
  • ภาพที่ 4 ภาพถ่ายโดยนักเขียน