ร้านนี้เกิดจากการที่ตอนแรกอยากไปคาเฟ่ดังๆ ของนครปฐม แต่กลับต้องไปเจอผู้คนมหาศาลและต้องรอคิว ทางกลุ่มเรารู้สึกว่าไม่อยากจะหิ้วท้องรอนานขนาดนั้นเนื่องจากภาวะความหิวที่สะสมมามาก เหล่าผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความหิวจึงตัดสินใจหาร้านอย่างกะทันหัน จับพลัดจับผลูมาเจอร้านที่ทางเข้าแอบคิดไปแวบนึงเสียด้วยซ้ำว่า รถมันจะเข้าไปได้ไหม แต่สุดท้ายนอกจากจะมีที่จอดรถ คนไม่พลุกพล่าน กลับกลายเป็นร้านอาหารริมน้ำสวย ๆ ที่กลับดีกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก

                                                 ทางเข้า

           พอมาเจอทางเข้าที่เต็มไปด้วยร่มไม้ พร้อมกับพี่พนักงานหน้าตายิ้มแย้มพร้อมต้อนรับพวกเรา แนะนำที่นั่งเสร็จสรรพ จึงตัดสินใจนั่งโต๊ะริมแม่น้ำ ทางผู้เขียนนั้นหลังจากวันนั้นมาก็กลับมาที่ร้านนี้เป็นรอบที่สาม พร้อมพาเพื่อนกลุ่มใหม่มาลองบรรยากาศและรสชาติอาหารที่คิดว่าคุ้มกับที่ได้มาลอง เอ๊ะ! หรือทางผู้อ่านคิดว่าผู้เขียนพึ่งมารอบแรก คิดผิดแล้วค่ะ มาหลายรอบแล้ว ฮา... เพราะแบบนี้ถึงได้ขอแนะนำว่าเป็นร้านที่ประทับใจร้านหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งปกติทางผู้เขียนจะไม่ค่อยไปซ้ำกับร้านเดิมเท่าไหร่ (เป็นคนตระเวนชิมมากกว่ากิน) แต่นี่อดใจไม่ไหวจริง ๆ โดยเฉพาะวันที่อยากพักผ่อนหลังจากทำงานแต่ไม่อยากไปไกลจากเมืองนัก

                                               ริมน้ำ

           หลังจากฟังเราบ่นมานานแล้ว ขอแนะนำร้านจริง ๆ จัง ๆ บ้างเสียที เมื่อนั่งที่โต๊ะแล้วจัดการสั่งเมนูอาหารเรียบร้อยแล้ว ทางพนักงานจะจัดจาน ถ้วย (หากสั่งเมนูแกง) และแก้วน้ำในคอนเซปต์ที่ดูเข้ากับธรรมชาติมาก ทั้งภาชนะที่มีแต่สีเขียว รองจานด้วยใบตอง และน้ำดื่มที่จะฝานมะนาวบาง ๆ ให้ทุกแก้ว ระหว่างรอทางร้านเอาฝักบัวมาให้พวกเราแกะกินเล่นไปพลางๆ ด้วย (แต่ไม่ได้เอาภาพมาลงให้ดู กลัวคนอ่านบางคนเป็นโรคกลัวรูค่ะ)

                                               จานชามแก้ว

           ทางเรารอไม่นานนัก อาหารก็นำมาเสิร์ฟ เริ่มด้วยทอดมันกุ้ง (ราคา 280 บาท) ที่ด้านในมีเนื้อกุ้งแน่น ๆ เน้น ๆ เต็มคำ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย ใครพาเด็กมาแนะนำเมนูนี้ค่ะ

                                              ทอดมันกุ้ง

           อีกเมนูที่สั่งเป็นข้าวผัดสัปปะรด (180 บาท) ที่เสิร์ฟข้าวผัดกับตัวสัปปะรดหั่นครึ่งคว้านเนื้อออก รสชาติจะค่อนไปทางหวานสัปปะรดกับลูกเกดที่ใส่มา มีเนื้อหมูและหมูหยองโรยหน้า ตัวนี้สำหรับ 1 ที่นะคะ

                                                 ข้าวผัดสัปปะรด

           เมนูที่ถือว่าแนะนำและรู้สึกแปลกใหม่สำหรับเรา คือ ต้มยำครัวสวน (250 บาท) ค่ะ เป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ใส่กล้วยเข้าไปในต้มยำ ฟังดูแล้วอาจสงสัยว่ามันจะเข้ากันได้หรือ? แต่พอลองชิมแล้ว เขาน่าจะใช้กล้วยห่ามที่กำลังจะสุกทำ รสเลยออกหวานกำลังดี เนื้อไม่เละ และเข้ากับต้มยำได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ เขาจะเสิร์ฟในหม้อดิน และห่อด้วยใบตองไว้จับถือกันความร้อน

                                                 ต้มยำครัวสวน

            นอกจากนั้นยังมีเมนูที่น่าลองอย่าง เมี่ยงคำ สามารถสั่งมากินเรียกน้ำย่อยได้นะคะ หรือเมนูที่ผู้เขียนชอบอย่าง กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา ที่โรยกระเทียมเจียวกรอบ ๆ แผ่นใหญ่โรยหน้าไว้ (ส่วนตัวชอบทานกระเทียมเจียวค่ะ) แถมขนมไทยอร่อย ๆ ยังมีอีกมาก ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีทั้งน้ำผลไม้ และชาสมุนไพร ทางนี้สั่งเป็นชาสมุนไพร Bael Charactea (75 บาท) หรือก็คือชามะตูม อบเชยและใบเตยค่ะ มีทั้งร้อนและเย็น ถ้าร้อนจะมีให้เป็นการูปช้างน่ารัก ๆ หรือแบบเย็นก็จะเสิร์ฟเป็นแก้วแบบนี้ค่ะ

                                                   ชาสมุนไพร

            ถ้าจะให้พูดถึงเมนูอาหารอย่างเดียวคงพูดได้ไม่หมด ขอย้ายมาพูดเรื่องบรรยากาศของร้านกันบ้างค่ะ ร้านอาหารจะอยู่ติดริมแม่น้ำ ฝั่งตรงข้ามจะเป็นสวน และตลอดการรับประทานก็มีเรือแล่นผ่านตลอด ลมที่พัดมาจากทางแม่น้ำก็เย็นสบาย แต่ปกติทางร้านก็จะมีพัดลมคอยให้บริการค่ะ ส่วนใครไม่ถนัดทานอาหารข้างนอก ก็มีห้องแอร์ไว้บริการเช่นกัน

                                                 บรรยากาศร้าน 

            หลังจากทานอาหารเสร็จ แนะนำให้ไปเดินย่อยต่อที่ตลาดน้ำวัดดอนหวาย ซึ่งห่างจากร้านเมื่อขับรถไปไม่เกินสิบนาทีถึงค่ะ เดินย่อยหาของฝาก ของกิน หรือจะมานั่งกินไอติมกะทิ (30 บาท) กับไอติมไข่แข็ง (39 บาท) ในร้านไอติมของตลาดน้ำพร้อมกับชมวิวแม่น้ำด้านนอกเหมือนผู้เขียนก็ได้นะคะ ส่วนร้านอาหารอ้อยหวาน อาหารไทยโบราณริมน้ำที่เราแนะนำไปตั้งแต่ด้านบน ร้านจะอยู่ใกล้กับซอยวัดไร่ขิงค่ะ ซึ่งทางร้านบอกว่าสามารถนั่งเรือจากวัดไร่ขิงมาทานอาหารที่ร้านได้ ใครอยากลองอาหารไทยอร่อย ๆ แบบนี้ ลองไปเที่ยวนครปฐมแบบเช้าไปเย็นกลับกันดูนะคะ

                                                  ไอติมไข่แข็ง