สวัสดีจ้าทุกๆ คน วันนี้พบกับบทความ “ดูไปอ่านไป” บทความรีวิวภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากหนังสือนั้นเอง โดยวันนี้ขอเชิญทุกๆ ท่านพบกับภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่มีชื่อว่า Call me by your name หรือชื่อในภาษาไทยก็คือ ‘เอ่ยชื่อคือรัก’ นั้นเอง

Call me by your name เป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติคผสมกลิ่นอายดราม่านิดๆ พร้อมกับมี Coming-of-Age เป็นผลงานของผู้กำกับชาวอิตาเลียน Luca Guadagnino (ลูกา กวาดาญีโน) เรื่องนี้ถูกสร้างมาจากหนังสือชื่อว่า Call me by your name ของ Andre Aciman (อังเดร อาซิมาน) ซึ่งเข้าฉายเมื่อปี 2017 นี้เอง

ปป

Call me by your name มีฉากหลังเป็นกลิ่นอายทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เล่าเรื่องราวชีวิตของเอลิโอเด็กหนุ่มที่ทุกๆ ช่วงฤดูร้อนจะต้องแชร์ห้องให้กับคนที่ผู้ของเขาได้เชิญมาร่วมทำงานด้วย ซึ่งเพราะเหตุการณ์นี้นี่เอง ทำให้เขาได้พบกับโอลิเวอร์ หนุ่มชาวอเมริกันวัย 24 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ที่สุขเศร้าเคล้าน้ำตา แม้แค่เรื่องย่อก็น่าสนใจมากแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองหลายๆ อย่าง ไม่เพียงแค่ความฟินจิ้นกระจายที่ทำให้สาววายอ่อนระทวย แต่ยังมีเรื่องการเปิดเผยตัวตนของ LGBT หากได้ดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือมาแล้ว ก็จะร้องอ้อ! ออกมาทันที แม้เรื่องราวตอนจบของภาพยนตร์อาจจะไม่เหมือนที่หลายๆ คนได้วาดฝันเอาไว้ แต่ก็ถือว่าให้ข้อคิดในแง่ต่างๆ กับผู้ชมได้มากเลยทีเดียว แต่ขอสปอยล์ว่าตอนจบในหนังสือไม่เหมือนกับในภาพยนตร์นะจ้ะ

xx

ข้ามจากภาพรวมของเรื่องมาดูที่การแสดงของนักแสดงหลักทั้งสองคนคือ ทิโมที แชลลาเม ซึ่งรับบทเป็น เอลิโอกับอาร์มี แฮมเมอร์ ที่รับบทเป็น โอลิเวอร์ ขอบอกว่าเคมีของทั้งสองคนนี้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งเรื่องมาก และหนูทิโมทีนั้นแสดงออกมาได้ออดอ้อนน่ารักเป็นที่สุด เอาใจแม่ยกไปได้เลย ฉากฟินฉากจิ้นที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันขอบอกว่าดีมาก เลิศที่สุด และอีกหนึ่งนักแสดงที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือพ่อของเอลิโอนั้นเอง ที่ขอยกให้ท่านเป็นคุณพ่อแห่งปี เพราะแสดงได้ยอดเยี่ยมมาก เข้าใจลูกสุดๆ ไปเลย

มีอีกหนึ่งจุดในเรื่องที่ถือว่าเป็นฉากที่ใครๆ ก็ต้องจำได้คือฉากที่โอลิเวอร์กล่าวกับเอลิโอว่า “Call me by your name and I will call you by mine” แปลเป็นไทยง่ายๆ คือเรียกชื่อฉันด้วยชื่อของคุณ แล้วฉันจะเรียกชื่อคุณด้วยชื่อของฉัน รู้หรือไม่ว่าคำนี้มีที่มาจากตำนานปรัมปราของกรีกนั้นเอง คือแต่ก่อนมนุษย์เคยมีสี่แขนสี่ขา แต่มนุษย์กลับทำให้ซุสโกรธเกรี้ยว เขาเลยใช้สายฟ้าผ่าร่างมนุษย์ออกเป็นสองส่วน เลยทำให้มนุษย์อย่างเราต้องออกเดินทางออกชิ้นส่วนที่หายไปนั้นเอง แม้ทีนี้พอรู้ความหมายจริงๆ ก็คงคิดว่ามันโรแมนติคมากๆ เหมือนกับเราที่ตามหาอีกคนหนึ่งเพื่อเติมเต็มส่วนที่หายไป พ่อโอลิเวอร์ก็ช่างพูดจริงๆ เลยนะคะ

สุดท้ายนี้ถ้าสนใจอยากรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สามารถดูได้ที่ Netflix ได้เลยนะคะ ดูฟรี 30 วันในเดือนแรกที่สมัคร ส่วนใครที่สนใจหาอ่านหนังสือก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปหรือจะสั่งซื้อทางเว็บไซต์ของ Se-ed book มีแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านแล้วนะคะ วันนี้ก็ขอจบการรีวิว Call me by your name ส่วนครั้งต่อไปจะเอาเรื่องไหนมาละก็ต้องติดตามต่อไปนะคะ   

ss

cdc

ขอบคุณภาพปกจาก Se-ed