รู้ไหมว่าแมวดำถือเป็นแมวมงคลตามคติความเชื่อของคนไทย หลายคนก็ว่าแมวดำเป็นแมวที่ขี้อ้อนและติดคน น้องเป็นแมวที่น่ารัก แต่จากสถิติแล้วแมวดำมักเป็นแมวที่ตกค้างอยู่ในบรรดาแมวหาบ้านนานที่สุดเลย หรือคนอาจจะคิดว่าเพราะน้อง ๆ มีสีดำก็เลยไม่น่ารักเหมือนน้องสีอื่นกันนะ ตอนแรกฉันก็เคยคิดเหมือนกันนะว่าถ้าฉันจะมีแมวสักตัวแมวสีดำไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่เราร่างไว้เลย แต่สุดท้ายก็มีเหตุจับพลัดจับผลูโชคชะตาพลอยโจนทำให้มีน้องแมวสีดำเข้ามาในชีวิตจนได้ หลังจากนั้นความคิดของฉันก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ฉันจึงอยากแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับแมวตัวแรกของฉันให้ทุกคนได้อ่านกัน

ตอนน้องอายุ 3 เดือน              ฉันกับน้องเจอกันครั้งแรกที่ต่างจังหวัดในระหว่างการลงพื้นที่อาศัยอยู่กับชาวบ้าน มีแม่แมวตัวหนึ่งแวะเวียนมาหาฉันและเพื่อน ๆ ที่บ้านพัก พวกเราก็เอ็นดูนางกันใหญ่ พอแม่แมวเห็นว่าพวกเราเป็นมานุดใจดีต่อมานางก็พาลูก ๆ ของนางหกตัวมาหาเลยทีเดียว ในบรรดาหกตัวนั้นมีลูกแมวตัวหนึ่งสีดำล้วนเพียงตัวเดียว น้อง ๆ ค่อนข้างผอมโซทั้งที่แม่ก็ดูอ้วนท้วนดี พวกเราแบ่งอาหารให้ลูกแมวกินอยู่บ่อย ๆ ทำให้สังเกตเห็นพฤติกรรมของแม่แมวที่ทำให้ถึงบ้างอ้อ นางไม่ยอมให้ลูกกินนมเพราะถึงวัยหย่านมแล้วนั่นเอง ต่อมาเมื่อใกล้ถึงวันที่ฉันและเพื่อน ๆ ต้องออกจากพื้นที่แล้วเรากลับไม่เห็นแม่แมวและลูก ๆ อีกเลย เหลือแต่ลูกแมวสีดำตัวนั้นไว้เพียงตัวเดียว 

Advertisement

Advertisement

"โดนแม่ทิ้งแล้วสินะ ตัวสีดำแม่มักจะไม่รัก" คำพูดอาจจะไม่เป๊ะแต่ฉันก็ได้ยินคุณแม่เจ้าของบ้านพูดทำนองนี้

ตัวฉันในขณะนั้นเป็นแค่นักศึกษาทาสแมวจน ๆ คนนึงที่ใฝ่ฝันว่าอยากจะเลี้ยงแมวเหมือนคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยคิดว่าจะเอาน้องไปอยู่ด้วยกันดีไหม? แต่ลังเลได้ไม่นานเพราะเพื่อนกล่อมด้วยคำว่า

Advertisement

Advertisement

"มันเลือกแกแล้ว" 

เอาสิ! เป็นไงเป็นกัน ฉันเสี่ยงดวงครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นรถบัสแอร์ธรรมชาติของมหาวิทยาลัยระหว่างที่น้องนอนในกล่องว่า "ถ้าเธอไม่ออกจากกล่องนี้จนกว่าเราจะขึ้นรถเราจะพาเธอไปอยู่ด้วย"

และแล้วเพื่อน ๆ ทั้งคณะก็เป็นอันรับรู้กันว่าฉันเลี้ยงแมวตัวหนึ่งอยู่ที่หอพัก (ป๊อบสุด ๆ เพราะมีเพื่อนมาหาน้องที่ห้องจากปกติที่ไม่มีใครคบ)

หันหน้ามารับกล้องพอดีเลย              ถึงแม้ว่าทางหอพักจะมีกฎไม่ให้เลี้ยงสัตว์แต่ก็ไม่ใช่กฎที่เข้มงวดอะไรเสมือนกับว่าตั้งมาให้ครบข้อเฉย ๆ ก่อนหน้านั้นมีเสียงหมาเห่าอยู่ชั้นเดียวกันก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มาว่ากล่าวตักเตือนอะไร ปัญหาของฉันจึงไม่ใช่เรื่องโดนแจ้งกับทางหอพัก แรก ๆ ฉันก็มีความสุขดีกับการซื้ออาหารมาให้น้องกินและนอนอยู่บนเตียงด้วยกันทุกคืน น้องก็เล่นของเล่นอยู่ใกล้ ๆ ฉันในระหว่างที่อ่านหนังสือหรือทำอะไรก็ตาม ประหลาดใจกับพฤติกรรมแมว ๆ เช่น ร้องหน้าห้องน้ำตอนที่ฉันเข้าห้องน้ำอยู่ ฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงแมวมาก่อนแล้วพอสมควร ต่อมาไม่นานจึงตัดสินใจพาน้องไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนกับสัตวแพทย์ ปัญหามันเกิดขึ้นตามมาหลังจากตรงนี้แหล่ะ ฉันพบว่าการเลี้ยงแมวมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ ลำพังตัวฉันตัวฉันที่ยังหารายได้เองไม่ได้จึงรู้สึกว่ากำลังมีภาระ และได้รู้ว่าแมวไม่ได้น่ารักตลอดเวลา น้องยังเด็กจึงซนบ้างตามประสา คุ้ยขยะ กัดกระดาษ ทำให้ฉันเข้าใจอารมณ์ของแม่ที่ดุลูกขึ้นมาเลย

Advertisement

Advertisement

               วันหนึ่งน้องไม่สบายไม่ยอมกินข้าว คุณหมอบอกว่าน้ำหนักตัวน้องน้อยลงต้องบังคับกินอาหารและป้อนยา ด้วยความเป็นห่วงและน้องก็ดื้อจนอาหารเลอะเทอะเต็มไปหมด ฉันจึงเผลอเสียงดังใส่น้องว่า "ทำไมไม่ยอมกิน เป็นห่วงนะรู้บ้างมั้ย" แล้วเราก็แยกย้ายห่างกันสักพัก หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วฉันก็นอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงไม่ได้สนใจอะไรอีก สักพักน้องก็กระโดดขึ้นมาหา เอาเท้าหน้าข้างหนึ่งมาแตะที่แขนฉันเหมือนอยากจะบอกอะไรสักอย่าง

"มีอะไร หืม?" น้องนิ่งอยู่นานมากแล้วก็นอนลงโดยเอาเท้าหน้าทั้งสองข้างวางนิ่งอยู่บนแขนฉันอย่างนั้น ฉันลูบหัวน้องหนึ่งทีแล้วเราก็เข้านอนด้วยกันเหมือนทุกคืน

                ฉันไม่อาจคาดเดาความคิดแม่ทูนหัวของฉันได้ (น้องเป็นตัวเมีย) แต่หลังจากวันนั้นน้องก็กินอาหารตามปกติ อึเป็นก้อนดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์และร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็น เราอยู่ด้วยกันอีกสักพักจนกระทั่งที่บ้านของฉันรู้ว่าฉันมีแมวก็ตัดสินใจเอาน้องไปเลี้ยงที่บ้านต่างจังหวัดเพราะเห็นว่าฉันยังรับผิดชอบได้ไม่ดีพอ ซึ่งจริง ๆ ฉันก็พยายามดูแลน้องเท่าที่กำลังฉันจะไหวนะ แต่คิดดูอีกทีทางบ้านคงดูแลได้ดีกว่าและน้องก็ไม่ต้องอยู่ในห้องหอแคบ ๆ ด้วย หรือจะเป็นแผนล่อให้ฉันกลับบ้านกลับช่องซะบ้างก็ไม่รู้ เราก็เลยเจอกันเดือนละสองสามครั้งและฉันก็คิดถึงน้องอยู่เสมอ

วิ่งไปวิ่งมาอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ากำลังซัดกับเพื่อนในจินตนาการ                    ปรากฎว่าน้องดูมีความสุขดีนะ มีอาหารถุงใหญ่พร้อมเติมให้ตลอดเวลา ที่บ้านเลี้ยงระบบเปิด คือปล่อยให้ไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้ พอกลับมาก็ให้เข้าบ้าน เห็นคนนั่งนอนตรงไหนก็ตรงเข้าไปนอนแหมะใกล้ ๆ ตรงนั้น ไม่แน่ใจว่าได้ผูกสัมพันธ์กับแมวแถวบ้านบ้างหรือเปล่า (เดิมทีในหมู่บ้านมีแมวเยอะอยู่แล้ว) แต่ถูกจับทำหมันตั้งแต่เนิ่น ๆ เลย ใครมาที่บ้านก็มา "งู้ยยยย" น้องกันใหญ่ น้องเองก็เฟรนลี่กับทุกคนไม่ขู่ไม่หนีใครเลย เป็นช่วงชีวิตที่ฉันรู้สึกว่าหัวใจมันถูกเติมเต็มด้วยความสุขเล็ก ๆ ได้ทุกวัน

แต่แล้วความสุขนั้นก็อยู่กับฉันได้ไม่นาน...

วันหนึ่งขณะที่กำลังวิ่งที่สนามของมหาวิทยาลัย ที่บ้านโทรมาบอกว่าน้องเสียแล้วนะ....

ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไร ต้องรีบฝืนวิ่งให้ครบรอบและเดินกลับมาที่ห้องให้เร็วที่สุด แล้วปล่อยโฮออกมา 

เราอยู่ด้วยกันยังไม่ครบปีเลยด้วยซ้ำ เราไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ร่ำลากันเลย 

                    ร่างของน้องถูกฝังไว้ในบริเวณบ้านพร้อมกับปลอกคอและตุ๊กตาปลาทูที่น้องชอบเล่น กว่าฉันจะมีโอกาสได้กลับมาก็มีหญ้าขึ้นบนหลุมแล้ว น้องคงมีความสุขอยู่บนดาวแมวแล้วสินะ ได้แต่หวังว่าน้องจะไปสู่สุคติ หลังจากนั้นสักพักฉันก็ทำใจได้ รับอาสาดูแลแมวของเพื่อนตอนที่เพื่อนติดธุระไปต่างจังหวัดบ้าง ทำให้รู้ว่าลูกตัวเองเป็นแมวที่เรียบร้อยเหมือนกันนะ ไม่ขู่ขนพอง (เท่าที่สังเกตไม่เคยเห็นเลย) และกัดมือเหมือนน้องตัวอื่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นแค่ความรู้สึกที่ว่าลูกฉันน่ารักที่สุดไม่มีใครน่ารักเท่าอีกแล้ว ฮ่า ๆ 

นอนเล่นบนพื้นหญ้า                     ถึงจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 6 เดือน แต่ก็เป็น 6 เดือนที่ทำให้ฉํนได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญ นั่นคือการมีสัคว์เลี้ยงเราต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบทั้งชีวิตของเขาจริง ๆ เมื่อก่อนเห็นประโยคนี้ก็แค่รู้สึกว่า ใช่ ๆ ต้องอย่างนั้นสิ ตอนนี้เข้าใจเลยว่ามันหมายความว่าอะไร เพราะเมื่อเราได้รักเค้าแล้วแต่ไม่มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเค้าได้ดีพอมันก็จะเป็นความรู้สึกติดค้างอยู่ในใจเมื่อเขาจากไป ความทรงจำนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 จนปัจจุบันฉันก็ยังคิดถึงน้องอยู่ตลอดมา ฉันใช้ชื่อน้องเตือนใจตัวเองอยู่เสมอ...

ด้วยการใช้ชื่อ "หนูนิล" เป็นนามปากกาของฉันเอง พร้อมกับตั้งใจว่าจะเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องราวดี ๆ ให้ทุกคนได้อ่านนั่นเอง

 

ภาพประกอบทั้งหมดโดยผู้เขียน