ณ ดอยปู่หมื่น

วันนี้มีโปรแกรมทัวร์ไปเยี่ยมชาวเขาเผ่าลาหู่  ที่ดอยปู่หมื่น จ.เชียงใหม่  พอไปถึงหมู่บ้าน  ทิว ชายหนุ่มวัย 30 ปีกว่าๆออกมาตอนรับ ทิวพาพวกเรา 3 คน คือผมและลูกทัวร์อีก 2 คนไปเก็บใบชาที่ไร่  ระหว่างที่เก็บชาทิวอธิบายไปด้วย

รูปที่1 การคั่วชาของเผ่าลาหู่

“ชาที่นี่เป็นชาอัสสัมครับ(Assam Tea) เริ่มแรกในหลวงรัชกาลที่ 9 นำมาให้นายจะฟะ ลูกเขยปู่หมื่นและชาวบ้านปลูกแทนการปลูกฝิ่น ชาอัสสัมปลูกง่าย ทนทาน ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ไม่ต้องรดน้ำ หรือฉีดยากันแมลง”

ทิว ผู้ใหญ่บ้านวัยสามสิบ อธิบายเมื่อพวกเราเดินมาถึงไร่ชา

“ตอนนี้ชากิโลละเท่าไหร่” ผมถาม

“ถ้าใบชาอ่อน กิโลละ 50 บาทเขาเก็บกันเดือนละ 2 ครั้ง เอาไปขายที่เชียงดาว มีพ่อค้าคนจีนรับซื้อ”

“อืม ราคาดีนะ ดีกว่ายางพาราเสียอีก แล้วเรานำชาที่เก็บได้นี่ไปต้มดื่มเลยได้ไหม”

 ผมถามเพราะอยากรู้มานาน

Advertisement

Advertisement

“ก็ได้ครับ แต่มันจะไม่มีสี ไม่มีรสชาติ เราต้องนำใบชาไปคั่ว และนวดเสียก่อน จากนั้นค่อยนำเอาไปตากแห้งหนึ่งวัน หรือคั่วไฟให้ร้อนๆสัก10 นาทีก็พอใช้ได้ เมื่อเอาไปต้ม ชาจึงจะมีสีและมีกลิ่นหอม “

ทิวอธิบายได้อย่างคล่องแคล่วราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จากนั้นก็อธิบายวิธีเก็บชาและเด็ดให้พวกเราดูเป็นตัวอย่าง

“เก็บเสร็จแล้ว ผมจะพาคั่ว นวด และจะต้มให้ดื่มกันสดๆเลยจะได้รู้ว่ารสชาติเป็นยังไง” เขาพูดพลางเด็ดใบชาให้ดูอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อเราเก็บชาได้พอแก่ความต้องการ ก็กลับมาที่บ้านของทิว เขาได้สาธิตการคั่วชา นวดชาให้พวกเราดูอย่างเป็นกันเอง   จากนั้นก็เชิญพวกเราเข้าบ้าน เพื่อรับประทานอาหาร

บ้านของเขาเป็นบ้านชั้นเดียว ฝาบ้านและพื้นทำด้วยไม้ไผ่เหมือนบ้านชาวเขาทั่วไป ผมมองสำรวจภายในบ้านอย่างสนใจ ที่น่าสนใจมากก็คือ ภายในบ้านมีเตาไฟ เอาไว้ทำอาหาร ให้ความอบอุ่น และเป็นที่ต้อนรับแขก เพราะบ้านชาวเขาอยู่บนเขาสูงมาก อากาศจะหนาวเย็นทั้งปี ในฤดูหนาวก็จะหนาวกว่าข้างล่างมาก

Advertisement

Advertisement

มองเตาไฟ พลันคำถามก็ผุดขึ้นในใจมากมาย เขาไม่กลัวไฟไหม้บ้าน ไม่กลัวเด็กๆซุกซนวิ่งเหยียบไฟบ้างเลยหรือ คนอีสาน จะไม่กล้าจุดไฟในบ้านแบบนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว จะก่อไฟผิงกันนอกบ้าน ยามนอนก็เข้านอนในบ้านกันอย่างหนาวๆ

“ไม่กลัวครับ ชาวเขาไม่กลัวไฟ เด็กๆก็ไม่กลัว เราใช้ดินทำเตาไฟ พื้นรอบๆเตาจะไม่ร้อน ไม่ต้องกลัวไหม้พื้นเลย” ธงอธิบายอย่างมั่นใจพลางรินชายื่นให้ผมกับนักท่องเที่ยว

ผมลองคลำๆดินในเตาดู ก็รู้สึกว่าเออไม่ร้อนจริงแฮะ จริงอย่างที่ทิวเล่า วิเศษจริงๆ

รูปที่2 เตาไฟของชาวลาหู๋

ภายในบ้านอบอุ่น เหมือนที่ชาวยุโรปมีไฮซุง(Heizung)หรือฮีตเตอร์ทำความร้อน ช่วยทำให้ภายในบ้านอบอุ่นตลอดเวลา

Advertisement

Advertisement

เข้าท่าดีวะ ผมคิด ถ้าตอนเป็นเด็ก ที่บ้านมีเตาไฟในบ้านแบบนี้บ้าง คงจะดีมากทีเดียว

ชาวเขาเผ่าลาหู่ บนดอยปู่หมื่น จ.เชียงใหม่  รู้จักใช้กระบอกไม้ไผ่หุงข้าวและปรุงอาหารมานาน  แต่วิธีหุงข้าวจะแตกต่างตรงที่  เขาไม่ได้กรอกข้าวสารลงไปในกระบอกทันที เขาจะห่อข้าวสารที่ชุ่มน้ำนิดหน่อยด้วยใบตองก่อน แล้วพับให้เรียบร้อย จึงค่อยๆยัดเข้าไปในกระบอก กระบอกหนึ่งใส่ได้หลายห่อ แล้วจึงเทน้ำลงไปในกระบอกให้เต็ม ปิดฝาแล้วขางไฟ ส่วนอาหารก็ปรุงในกระบอกไม้ไผ่เช่นกัน และวันนี้ลูกทัวร์ของผมก็ได้ทดลองปรุงอาหารกับชาวด้วย

ข้าวที่สุกแล้ว เมื่อแกะห่อออก ข้าวจะมีสีเขียวอ่อนๆ รสชาติดี กินกับไก่ย่าง น้ำพริกลาหู่ และหมูห่อใบตอง  อร่อยจนลูกทัวร์ยกนิ้วให้

“อร่อยมาก ๆเลย”

รูปที่3 อาหารของชาวเขาเผ่าลาหู่

ลูกทัวร์เอ่ยเป็นภาษาเยอรมัน พร้อมกับยกนิ้วหัวแม่มือให้คนทำกับข้าวที่นั่งอยู่ข้างเตาไฟซึ่งก็คือเมียของทิวซึ่งเป็นเจ้าของบ้านนั่นเอง แต่ลูกทัวร์คงกลัวว่าคนฟังจะฟังไม่ออก จึงหันมาบอกกับผม

 “ ช่วยแปลให้เขาฟังด้วย ว่าอาหารอร่อยมาก ขอบคุณมากๆที่ทำให้เรากิน”

กินข้าวเสร็จ เก็บสำรับเรียบร้อย ทิวยกชาที่พวกเราได้ไปเก็บและคั่วมากับมือ มารินใส่ถ้วยให้แขกที่มาเยือน ขณะที่เขากำลังรินน้ำชา ก็เอ่ยขึ้น

“คนจีนชอบดื่มชาครับ  เพราะเขาถือว่าชาช่วยทำให้อายุยืน เหมือนต้นชาที่มีอายุเป็นพันๆปี นอกจากนั้นยังรักษาโรคได้อีกหลายโรค”

“ก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าชามีประโยชน์ต่อร่างกาย”

รูปที่4 การหุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่

ผมพูดพลาง กวาดสายตาหันมองรอบๆบ้านอย่างสนใจ ไม่ได้สำรวจทรัพย์สมบัติอะไรหรอก แต่อยากรู้ว่าฟากไม้ไผ่ที่ใช้ปูพื้นและฝาบ้านมีรอยขุยไผ่หรือรูที่มอดเจาะทำลายบ้างหรือเปล่าเท่านั้น เพราะไม้ไผ่คืออาหารชั้นดีของมอด เมื่อใช้ไปได้ไม่นานจะถูกทำลายจากมอดและไม่นานก็ต้องเปลี่ยนฟากใหม่ แต่แปลก ฟากที่เห็นบนเรือนของทิวไม่มีเลย สภาพไม้ไผ่ยังดีมาก

“ฟากไม้ไผ่ที่ใช้ปูพื้นและฝาบ้านนี่เปลี่ยนบ่อยไหม” ผมถามเมื่อรับถ้วยชาจากทิวมาถือไว้ในมือ

“ไม่ครับ ฟากนี่ใช้มา 4-5 ปีแล้ว”

“แต่ไม่เห็นมีขุยไผ่หรือมีที่มอดเจาะเลย แช่น้ำยากันมอดหรือเปล่า”

“ไม่ครับ ถ้าไมอยากให้มอดกินไม้ ให้เลือกตัดต้นไผ่ ในฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคม มกราคมและกุมภาพันธ์ และตัดในวันพระจันทร์ข้างแรมเท่านั้น ส่วนข้างขึ้นหรือวันพระจันทร์เต็มดวงไม่ตัด มอดจะไม่มายุ่งเลย ไม้ไผ่จะมีอายุการใช้งาน นานเป็นสิบๆปีเลย”

ผมฟังทิวเล่าด้วยความสนใจ แต่ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่รู้ว่าที่มอดไม่มายุ่งฟากของเขาเพราะควันที่เขาจุดไฟในบ้านทั้งวันหรือเปล่า

เมื่อได้ฟังจึงแปลที่ทิวเล่าให้ฝรั่งลูกทัวร์ฟัง พูดยังไม่จบ แหม่มก็สวนขึ้น

“ใช่ ฉันก็ตัดต้นไม้ในสวน เก็บเกี่ยวพืชผักผลไม้ในวันพระจันทร์ข้างแรมเหมือนกัน และจะปลูกพืชผักผลไม้ และต้นไม้ในวันข้างขึ้นเช่นกัน”

ช่างบังเอิญจริงๆที่ลูกทัวร์ก็ทำเหมือนอย่างที่ชาวเขาเผ่าลาหู่ทำ

“ชาวเยอรมันทุกคนหรือเปล่าที่ทำอย่างนี้” ผมถาม

“ไม่ทุกคน แต่หลายคนทำแบบนี้”

ขึ้นดอยคราวนี้ ได้ยินได้ฟัง ได้ความรู้อะไรใหม่ๆเยอะเลย

เนื้อเรื่องและภาพโดย ชา ชัยภูมิ