ทุกงานมีความสำคัญกับเราหมด เพราะงานทำให้เรามีคุณค่า งานให้โอกาสเราได้ทำงาน ให้โอกาสสร้างผลงาน แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่ตัวคนทำงาน เพราะตัวงานหรือเนื้องานก็มีอยู่อย่างนั้น แต่คนทำงานมีความขึ้นลงของอารมณ์มีความรู้สึก มีเงื่อนไขของทัศนคติ มุมมอง หรือปัจจัยอื่นคอยกำหนด ทำให้แต่ละวันการทำงานมีสีสันหรือรูปแบบที่ต่างกัน

บางคนไม่พอใจงานที่ทำอยู่ วัน ๆ เอาแต่บ่นพร่ำเพ้อว่าไม่อยากทำ แต่ก็เห็นนั่งประจำเก้าอี้ตัวเดิมไม่ไปไหน อีกคนนั่งเล่นเกมทั้งวัน พอหัวหน้าทวงถามเรื่องงาน ก็มักโบ้ยไปว่ายังไม่มีอารมณ์ขอเล่นเกมแป๊บนึง นี่คือสีสันหรือวัฒนธรรมขององค์กรที่ส่งผลให้คนทำงานในทีมมีแนวโน้มเฉื่อยชาหรืออืดเนือยไปพร้อมกันได้ ตรงข้ามหากคนส่วนใหญ่ขยันขันแข็ง สนุกกับการทำงาน แสดงออกมาให้เห็นว่าทำงานแล้วมีความสุข คนรอบข้างจะได้รับพลังและการปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานที่กระตือรือร้นลงในตัว

Advertisement

Advertisement

ครุ่นคิด

คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน เมื่อมีความชอบและไม่ชอบต่อสิ่งใด ส่งผลให้เกิดการกระทำที่แตกต่างตามมา เมื่อคุณไม่ชอบสิ่งตรงหน้า คุณย่อมเบื่อหน่ายเกียจคร้านที่จะมาทำงาน ไม่ชอบหัวหน้า ไม่ชอบเนื้องาน ไม่ชอบรูปแบบบางอย่าง คุณมักจะต่อต้านอยู่ลึก ๆ พลอยทำให้เกิดการทำงานแบบขอไปที สะเพร่า รวมถึงโอนงานให้คนอื่นที่ขยันหรือสนุกกับการทำงานกว่าตัวไปทำ

นั่นส่งผลให้การจัดผังหรือโครงสร้างองค์กรบิดเบี้ยว เพราะไม่เกิดผลงานหรือประสิทธิภาพการทำงานตามที่วางไว้ และส่งผลถึงบางคนที่ต้องทำงานหนักเพื่อคอยตอบโจทย์องค์กรอยู่ ทางแก้จึงอยู่ที่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในหรืออารมณ์ความรู้สึกของคนทำงาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการก่อปัญหาตามมามากมาย

ผมชอบความคิดและมุมมองของคนทำงานผู้หนึ่ง ทุกครั้งที่รู้สึกเบื่อหน่ายใครบางคน ไม่ชอบความไม่ยุติธรรมที่ใครต้องทำงานหนักแทนคนอื่นโดยไม่เป็นธรรม ผมจะเดินออกมาข้างนอกมาดูคนทำงานผู้นี้ทำหน้าที่อย่างมีความสุขและเพลิดเพลิน ก็ใครเล่าอยากอยู่ในบรรยากาศของความแตกต่าง  ความแปลกแยก หรืออารมณ์บูดบึ้งเนิ่นนานเล่า

Advertisement

Advertisement

ผมชอบมองเขาถือไม้กวาดค่อย ๆ กวาดพื้นลานรอบห้องประชุมอย่างเป็นธรรมชาติ มองเห็นสภาพใบไม้ยามฤดูหนาวที่ร่วงกรูมาดูเป็นภาระให้ใครบางคน แต่เขากลับบอกว่า “ถ้าไม่มีใบไม้ร่วง ลุงก็ตกงานสิ ไม่มีอะไรจะทำ เขาก็ไม่จ้าง”       “เออ...จริงด้วย” ผมตอบ “วันนี้เป็นอะไร...มีปัญหาเหมือนเดิม” ลุงผู้รักไม้กวาดเอ่ยถาม

กวาด

“ครับ...เบื่อเหมือนเดิม...”

“จะเบื่อทำไม...มีอะไรให้ทำดีกว่าไม่มีอะไรทำนะ” ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของลุงมากนักเพราะความเบื่อมันบดบังทุกสิ่งอย่าง ลุงยังคงกวาดทำความสะอาดพื้นที่ลานกว้างรอบห้องประชุม ขณะเดียวกันแกก็ขบคิดคำพูดมาสอนคล้ายกับกำลังจะทำความสะอาดพื้นที่ภายในใจผมด้วย

Advertisement

Advertisement

“ใบไม้ร่วงเต็มพื้น...ดูไม่สะอาด...ไม่น่าเดิน...ไม่งามตา...เป็นปัญหาของลุงแล้ว” แกเอ่ยพร้อมบอกอีกว่า ถ้าลุงทำตัวเป็นปัญหาอีก...แล้วใครจะแก้ปัญหาจัดการใบไม้ที่ร่วงนั้นล่ะ...ทุกครั้งที่ลุงถือไม้กวาด ลุงกำลังใช้พลังของตัวสร้างความสะอาดให้ปรากฏโฉมขึ้นใหม่อีกหน

“ปัญหามันคือโอกาสให้คนได้ทำงาน ให้ลุงได้มีหน้าที่ มีเงินเดือนกินใช้”

“นายจ้างเขาจ้างเรามาเพื่อแก้ปัญหาให้เขา...ไม่ใช่เขาต้องมาคอยแก้ปัญหาในตัวเรา”

“เราเองต่างหากต้องแก้ปัญหาตัวเองให้ได้...โดยใช้โอกาสจากการมีอะไรทำ...เราจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน...พร้อมกับได้ผลงาน...ได้ผ่านพ้นปัญหาต่าง ๆ ในใจเราด้วย”

ผมเริ่มคลิกบางอย่างในหัว เริ่มเชื่อมต่อความชอบกับทุกงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าหัวหน้าหรือใครโยนอะไรมาให้เรารับผิดชอบ อำนาจการตัดสินใจที่มีต่องานตรงหน้า อยู่ในมือผม มันคือโอกาสให้ผมได้ฝึกฝนตัวเองว่า ผมจะกล้าก้าวออกจากวังวนความรู้สึกเดิม ๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือผลงานที่ดีให้เกิดขึ้นได้หรือไม่

หรือผมจะกลับไปย่ำวนเวียนหลุมบ่อเดิมทุกครั้งไป เพื่อจะตอกย้ำความเจ็บช้ำจากปัญหาภายในให้ลุกลามยิ่งขึ้น เมื่อเรามองเห็นหนทางขรุขระข้างหน้า ใครเล่าจะเหยียบคันเร่งผ่านเส้นทางไม่เรียบให้เครื่องยนต์พังเร็วล่ะ

งดงาม

ผมเองก็เช่นกัน ผมจะใช้ทุกงานเป็นโอกาสสำหรับทำความสะอาดสภาพแวดล้อมในใจตัวเอง โดยมีคนผู้หนึ่งเป็นต้นแบบผู้ถือไม้กวาดเป็นอาวุธ กวาดมวลหมู่ใบไม้เปิดทางให้ความสะอาดได้ปรากฏเป็นที่ชื่นชมแก่สายตาผู้เดินผ่านไปมาได้มองเห็นความสวยสดงดงามประดุจผืนผ้าใบสีขาวสวยสะอาดมีจุดน้ำตาลกองใบไม้ตรงมุมหนึ่ง

ภาพประกอบจาก canva.com