จากโฮจิมินห์ เราออกเดินทางกันแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังคูชิ หรือกู๋ชิ ที่ผมยังคงสงสัยว่า คืออะไรกันแน่ พี่อิวาน (Ivan) ที่เป็นไกด์ของเราอธิบายคร่าว ๆ ว่าที่นี่เป็นสถานที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม ใครจะคิดว่าเวียดนาม ประเทศเล็ก ๆ ที่ดูล้าหลังทางเทคโนโลยี และความเจริญในแทบจะทุกแง่มุม เทียบไม่ได้เลยกับอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจระดับโลก หากแต่ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ กลับกำชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนือชาติมหาอำนาจ และเหนือความคาดหมาย จนผมเชื่อว่า นานาชาติทั่วโลกในเวลานั้น คงมีคำถามในใจว่า เวียดนามทำได้ยังไง

 

อุโมงค์กู๋ชิ (Củ Chi) ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะ และคราบน้ำตาจากสงคราม

จริง ๆ แล้ว ตามเสียงภาษาเวียดนาม คำนี้อ่านว่า กู๋ชิ (Củ Chi) เป็นตำบลหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซ่ง่อน จากเรื่องสงครามเวียดนามที่ผมเกริ่นไว้ในบทความก่อนหน้าว่ามี 2 ขั้วอำนาจ คือ ขั้วนิยมคอมมิวนิสต์ กับขั้วนิยมประชาธิปไตย แบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ฝั่งคือ เวียดนามเหนือ เรียกตัวเองว่า เวียดกง (Việt Công) และเวียดนามใต้ ที่เรียกตัวเองว่า เวียดมิงห์ (Việt Minh)

Advertisement

Advertisement

อุโมงค์กู๋ชิอุโมงค์แรกไม่ได้ขุดในสมัยสงครามเย็นนะครับ แต่มีมาตั้งแต่สมัยที่อาณานิคมฝรั่งเศสยึดครองเวียดนาม ขุดโดยชาวเวียดมิงห์เพื่อไว้ใช้เก็บเอกสารสำคัญ สั่งสมอาวุธต่าง ๆ ซึ่งเลือกขุดในบริเวณนี้ เพราะเป็นบริเวณที่เป็นดินแดง และแข็ง เหมาะสำหรับสร้างอุโมงค์ที่มั่นใจว่าจะไม่ถล่มลงมาง่ายครับ เส้นทางอุโมงค์แห่งแรกมีไว้สำหรับติดต่อสื่อสารกันระหว่างหมู่บ้านในบริเวณนั้น และเป็นยุทธศาสตร์สำหรับขับไล่ชาวฝรั่งเศสในช่วงสงครามเวียดนาม เวียดกงจึงเห็นว่า มีอุโมงค์ที่ขุดไว้ก่อนแล้ว จึงนำมาปรับ และสร้างเพิ่มเติมสำหรับเป็นหลุมหลบภัย และแหล่งซุ่มโจมตีกองทัพอเมริกัน

Advertisement

Advertisement

เมื่อมาถึงกู๋ชิ พี่อิวานโชว์แผนผังของอุโมงค์ให้พวกเราดูคร่าว ๆ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ด้วยกำลังคนที่ขุดโดยไร้เครื่องจักร (เพราะต้องลักลอบขุด) อุโมงค์นี้กินพื้นที่รวมกันถึง 250 กิโลเมตร จากชานเมืองไซ่ง่อน ยาวไปจนถึงชายแดนที่ติดกัมพูชา (ระยะทางประมาณจากกรุงเทพฯไปจนเกือบถึงจังหวัดพิจิตร) และไม่ได้ลึกแค่ชั้นเดียวนะครับ แต่ยังลดหลั่นกันไปอย่างต่ำ 3 ชั้น โดยสร้างเป็นห้องเก็บอาวุธ ห้องพักทหารเวียดกง ห้องเก็บเอกสาร ห้องประชุมวางแผนการรบ ครัวปลอดควัน ห้องพยาบาล ไปจนถึงรางระบายน้ำฝน ที่เมื่อฝนตก สามารถแบ่งน้ำฝนกลับมาทำกับดักทหารอเมริกัน และส่วนหนึ่งระบายลงแม่น้ำได้ โดยที่ทั้งหมดนี้อยู่ใต้ดิน เราทดลองเดินไปตามทางอุโมงค์ที่เล็กและแคบ หุ่นทหารเวียดกงอย่างผมเดินผ่านได้อย่างสบาย แต่สำหรับลูกค้าชาวต่างชาติที่มาด้วยกัน ค่อนข้างแคบและอึดอัด จนบางจังหวะต้องลงคลานเข่าเลยครับ

Advertisement

Advertisement

ทางเข้าออกที่นี่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในท่อสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดพอดีตัวชาวเอเชียที่พอจะมุดได้ ถ้าเป็นชาวตะวันตก ผมว่าน่าจะยากหน่อยเพราะช่องเล็กมาก แถมฝาท่อยังทำเศษใบไม้ปลอมไว้ปะปนกับเศษใบไม้จริง ต่อให้ข้าศึกเดินผ่านมาทางนั้น ถ้าไม่สังเกตจริงๆก็เห็นยากมากครับ เราสามารถทดลองลงไปในท่อแล้วปิดท่อเพื่อจำลองการซ่อนตัวของทหารเวียดกงในอดีตได้ เป็นไฮไลท์ของที่นี่

ทางเข้าออกอุโมงค์ที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน

แล้วใต้ดินแบบนั้น เอาอากาศที่ไหนหายใจ?

ผมเองก็สงสัย จนพี่อิวานชี้ให้ผมดูจอมปลวกข้างทางที่เถาวัลย์ขึ้นปกคลุม ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นรูอยู่ครับ รูนี้เองที่เอาไว้สำหรับถ่ายเทอากาศจากภายนอกสู่ภายใน ซ่อนตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างแนบเนียนที่สุด ไม่ใช่แค่จอมปลวก แต่ยังเป็นโพรงตามต้นไม้ ที่ต่อให้ทหารอเมริกันเดินผ่าน ก็ไม่อาจเดาได้เลยว่ารูเหล่านี้อยู่ตรงไหนบ้าง และที่น่ากลัวที่สุดคือกับดัก ที่ขุดเป็นหลุมฝังไม้แหลมไว้ด้านล่าง ถ้าเหยียบไม่ระวังก็หมดอนาคตได้ง่ายๆเลยครับ นอกจากนี้ยังมีกลยุทธหลากหลายรูปแบบ ทั้งถอดล้อรถถังอเมริกันที่ยึดได้มาหลอมเป็นกระสุน (และเป็นการปลดอาวุธข้าศึกด้วย) นำยางรถยนต์มาทำรองเท้ากลับด้านที่ทหารเวียดกงไว้ใช้หลอกข้าศึกให้เดินไปอีกทางหนึ่ง (ทำปลายเท้าให้เหมือนส้นเท้า) ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีกลุ่มทหารผ่านศึกทำขายเป็นของที่ระลึกที่สามารถหาซื้อได้จากที่นี่ครับ หรือถ้าอยากทดลองความแม่นปืนของตัวเอง ที่นี่ก็มีสนามยิงปืนให้ประลองความแม่นอยู่เหมือนกัน

Tips: สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาที่กู๋ชิ ขอเตือนว่า อย่าซื้อปลอกกระสุนที่ระลึกกลับบ้านนะครับ เพราะคุณจะโดนยึดที่สนามบินตามกฎห้ามพกอาวุธขึ้นเครื่องอยู่ดี

การทำรองเท้าจากยางรถยนต์รองเท้าไซส์ต่างๆ

เพราะความแสบสันต์ของชาวเวียดกงด้วยกลยุทธต่างๆ และล่องหนเหมือนผีนี้เอง ทำให้ทหารอเมริกันเหลืออด เพราะเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก แต่กลับหาตัวเวียดกงไม่เจอ กองทัพอเมริกันจึงใช้วิธีทิ้งระเบิดนาปาล์มลงในหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทั้งเวียดนามเหนือและใต้ เพราะเวียดกงแต่งตัวไม่ต่างกับชาวบ้านจึงแยกไม่ออก เลยฆ่าหมดไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงหรือเด็ก นำเครื่องบินขึ้นโปรยสารเคมีสีส้ม หรือที่รู้จักกันในนาม Agent Orange (ไทยเราเรียก ฝนเหลืองครับ) ลงในป่าทั่วเวียดนามเพื่อทำลายต้นไม้ โดยหวังจะหาตัวเวียดกงได้ง่ายขึ้น ทำลายพืชพรรณผลผลิตต่างๆทั่วเวียดนามเพื่อตัดเสบียงของเวียดกง สารเคมีนี้เป็นพิษในดิน และไหลลงแม่น้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค และส่งผลข้างเคียงถึงประชากรชาวเวียดนาม โดยมีชาวเวียดนามเสียชีวิตเพราะสารเคมีนี้ถึง 400,000 คน และ กว่า 2 ล้านคนป่วยด้วยมะเร็ง หรืออวัยวะทำงานปิดปกติอันเนื่องมาจากสารเคมีนี้ และส่งผลยาวนานถึง 3 ชั่วอายุคน

ร่องรอยความเสียหายจากสงคราม ฝนเหลือง ระเบิดนาปาล์ม และอีกมากมายที่ทหารอเมริกันกระทำต่อชาวเวียดนาม จัดแสดงไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในพิพิธภัณฑ์สงครามในโฮจิมินห์ครับ (War Remnants Museum) ถ้าสนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือเยี่ยมชมได้ ดูแล้วก็ห่อเหี่ยว เห็นใจ และเข้าใจคนเวียดนามมากขึ้นครับ

พี่อิวานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวเวียดกงสร้างความยิ่งใหญ่นี้ได้ เพราะความรักครอบครัว รักในพวกพ้องครับ กองทัพเวียดกง ไม่ได้มีเพียงผู้ชายวัยฉกรรจ์เท่านั้น แต่ยังมีผู้หญิง และเด็กบางส่วนที่พร้อมรบ ให้การช่วยเหลือแก่กองทัพ ตั้งแต่ส่งเสบียงไปจนถึงจับอาวุธลงรบเอง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องครอบครัว บ้านเรือน และชุมชนของพวกเขา ไม่ได้ถูกเกณฑ์มารบ และด้วยเหตุที่ผู้หญิงเองก็มีบทบาทในการสร้างชาติมาร่วมกัน ทำให้ชาวเวียดนาม (อย่างน้อยก็ที่ผมรู้จัก) ให้เกียรติผู้หญิงพอสมควร มีวันสตรีที่เป็นวันเฉลิมฉลองของพวกเขา (ฉลองกันทั้งวันสตรีสากล และสตรีเวียดนามเลยครับ) ไปจนถึงมีพิพิธภัณฑ์ผู้หญิงตั้งอยู่ใจกลางเมืองฮานอย ที่บ่งบอกความสำคัญ และบทบาทในการสร้างชาติมาตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน

 

ปากน้ำแม่โขง (Mekhong Delta)

ผมง่วงนอนมากขณะออกเดินทางไปยังปากน้ำแม่โขง หรือที่รู้จักกันในนามแม่โขงเดลต้า (Mekhong Delta) ที่ได้ยินครั้งแรกนึกว่าสูตรคณิตศาสตร์ ง่วงจนฟังพี่อิวานไม่รู้เรื่องครับ ครึ่งหลับครึ่งตื่นไปตลอดทาง จนถึงจุดแวะพักระหว่างทางที่พี่อิวานเมตตาหากาแฟให้เราได้ดื่มเพิ่มพลัง ซึ่งเป็นกาแฟเฉพาะสูตรเวียดนามใต้ เรียกว่า กาแฟเสือ (Cà phê sữa) หรือกาแฟใส่นมข้นนั่นเองครับ สิ่งที่เวียดนามใต้อ้างว่า กาแฟสูตรของเขา เป็นสูตรเฉพาะ คือ เป็นกาแฟใส่น้ำแข็ง หรือกาแฟเย็นนั่นเอง นั่นเป็นเพราะไซ่ง่อนเป็นเมืองที่ไม่มีฤดูหนาวเหมือนฮานอย มีแค่ฤดูร้อน กับฤดูฝน และอาจจะเย็นหน่อยๆ เหมือนบ้านเราเป๊ะเลยครับ ขณะที่ฮานอยมีกาแฟไข่ และนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อน เพราะเวลาฤดูหนาว ที่นั่นก็หนาวจับใจเอาเรื่องจริงๆ แต่ที่ไซ่ง่อน อากาศอุ่นสบาย (จนถึงร้อน) แทบจะตลอดทั้งปี

สำหรับผมที่เป็นคนไทย มาจากเมืองที่อากาศร้อนมาก และที่บ้านก็มีกาแฟเย็นขายแทบจะทุกหัวถนน กาแฟเย็นของที่นี่เลยไม่ว้าวสำหรับผมหรือสำหรับคนไทยครับ

ผมไม่ได้ชิมกาแฟเย็นตามที่พี่อิวานเชียร์ แต่ผมลอง กาแฟบักสิว (Bạc xỉu) ซึ่งแปลตามตัวว่า กาแฟขาว ตามหลักแล้ว มันคือลาเต้ (Latte หรือ กาแฟใส่นม) ชนิดหนึ่งครับ แต่เมนูนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหวานแสบไส้ เพราะปริมาณนมและน้ำตาลที่มากกว่ากาแฟ และบางสูตรอย่างที่ผมลองใส่น้ำมะพร้าวด้วย เลยทั้งหวานเจี๊ยบ หอมกลิ่นมะพร้าว และกลิ่นกาแฟในปริมาณเบาบางมาก ไม่แนะนำสำหรับคนชอบหวานน้อยครับ

เรามาถึงปากน้ำแม่โขงกันช่วงสายๆ ก่อนจะลงเรือข้ามไปยังเกาะกลางแม่น้ำ บนเกาะเป็นสวนผลไม้ครับ มีให้ชิมด้วย ซึ่งก็เป็นผลไม้พื้นบ้าน ทั้งแก้วมังกร มะละกอ สับปะรด และส้มโอ ก็เหมือนของบ้านเราอีกครับ ที่นี่ยังเป็นถิ่นกำเนิดของแก้วมังกรที่เปลือกเป็นสีเหลือง แทนที่จะเป็นสีชมพู มีขายที่ตลาดน้ำไก๋ซัง (Cái Răng) ซึ่งต้องไปต่อจากจุดที่เรามาอีกหลายกิโลเมตรครับ นอกเหนือจากผลไม้เขตร้อนพื้นบ้านแล้ว ที่นี่ยังปลูกโกโก้ ทำช็อคโกแลตขายกันด้วย โดยผสมเป็นรสต่างๆในอัตราส่วนความเข้มที่แตกต่างกัน แล้วแต่คนชอบ ผมลองชิมช็อคโกแลตรสพริกก่อนที่จะเผ็ดจนวิ่งหาน้ำแทบไม่ทัน นอกจากนี้ บางบ้านยังเลี้ยงผึ้ง และมีสาธิตการทำน้ำผึ้งมะนาวแบบพื้นบ้านให้ชิมแก้เหนื่อย พี่อิวานให้พวกเราลองยกแผงเลี้ยงผึ้งด้วย แต่ผมใจไม่ถึงจริงๆ

เราต่อเรือข้ามมาอีกเกาะ และล่องเรือเล็กไปตามป่าต้นจาก ต่อด้วยการตระเวนรอบหมู่บ้านที่เส้นทางแคบแบบรถสวนไม่ได้ด้วยรถสองแถวที่ปกติคนที่นี่ไว้ใช้ขนผักผลไม้ครับ นำมาดัดแปลงวางที่นั่งเล็กๆไว้ในกระบะท้าย แปลกสำหรับชาวต่างชาติ แต่คุ้นเคยสำหรับพวกเรา เส้นทางไปสิ้นสุดลงที่ท่าเรืออีกด้านหนึ่ง ซึ่งขายของที่ระลึกที่ล้วนมาจากผลิตภัณฑ์ที่ผลิตกันเองในชุมชน สินค้าไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ครับ ผมจึงไม่ได้อะไรติดมือกลับมา

ล่องเรือในป่าจากรถสองแถวที่ดัดแปลงมาเพื่อการท่องเที่ยว

ที่นี่ทำให้ผมรู้ว่า ไทยและเวียดนามใต้ มีวัฒนธรรมร่วม ตลอดจนความเชื่อหลายอย่างเหมือนกันมากกว่าที่คิด จากภูมิอากาศที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ทำให้เรามีพืชพรรณธัญญาหาร และผลไม้ที่คล้ายกัน และถ้าสังเกตดีๆ เราผ่านวัดพุทธเถรวาทมาหลายแห่งในโฮจิมินห์ และยังพอเห็นพระนุ่งจีวรสีเพลิง ในขณะที่ถ้าเป็นฮานอย ความเชื่อจะค่อนไปทางลัทธิเต๋า และพุทธมหายานมากกว่าครับ


เนื่องจากเราต้องไปต่อกันที่ฮอยอันด้วยไฟลท์เย็น จากปากน้ำแม่โขง จึงตรงดิ่งไปที่สนามบินทันที ในขณะที่เคนโหลดกระเป๋า และเช็คอินเข้าเกทไปแล้ว ผมกลับถูกกักตัวไว้ ชนิดที่เจ้าหน้าที่แทบจะผลักอกผมออกมาจากคิวทีเดียว ทั้งเรียกประกาศและถูกหิ้วเข้าห้องตรวจอาวุธ แบบที่ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำอะไรผิด

“นี่อะไร?” เจ้าหน้าที่ค้นกระเป๋าผม แล้วหยิบของชิ้นหนึ่งออกมา

หน้าของผมซีดเผือด ใจตกลงไปที่ตาตุ่มขณะกำลังหาคำอธิบายเจ้าหน้าที่สนามบิน

 

เครดิตภาพ: Pornpan Kleepkaew

อ้างอิงเนื้อหา: