ถ้าพูดถึงเชื้อโควิด-19 เราก็อาจจะนึกถึงเรื่องค้างคาวกันเป็นอันดับต้นๆ เพราะแต่ละสำนักข่าวต่างรายงานกันว่าเชื้อไวรัสตัวนี้มีความเป็นไปได้ว่าค้างคาวอาจะเป็นสัตว์พาหะนำโรค จากนั้นสัตว์ตัวต่อมาที่รับเชื้อไวรัสต่อจากค้างคาวคือตัวนิ่มที่มีไวรัสชิดอื่นอยู่ในร่างกายทำให้เชื้อไวรัสทั้งสองเกิดการกลายพันธุ์กลายเป็นเชื้อโควิด-19 จนบังเอิญมีบุคคลไปรับเชื้อจากสัตว์เหล่านี้เข้าสู่ร่างกายและแพร่ระบาดเชื้อไวรัสจากคนสู่คนที่สร้างความเสียหายให้กับมนุษยชาติ ดังนั้นค้างคาวจึงเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างน่าสนใจเป็นอย่างมากว่า ค้างคาวใมีการดำรงชีวิตอย่างไร ไปรับเชื้อต้นตอมากจากที่ไหน และเราต้องมีวิธีการระมัดระวังตัวเองอย่างไรบ้างที่จะไม่รับเชื้อไวรัสจากสัตว์เหล่านี้.....

ค้างคาว                                                                                      เครดิตภาพ : www.researchgate.net

Advertisement

Advertisement

           ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่สามารถบินได้ มีลักษณะขาหน้าและนิ้วที่ค่อนข้างยาว มีผิวหนังบางเป็นผังผืดปกคลุมตั้งแต่ขาหน้าไปจนถึงขาหลังและหางเพื่อใช้ประโยชน์ในการบิน ลักษณะหน้าตาของค้างคาวรูปร่างคล้ายหนู มีลักษณะฟันแทะ บางชิดหูและบางชนิดก็มีหูขนากใหญ่ ถ้าจะจำแนกค้างคาวตามลักษณะการกินอาหารจะแยกหลักๆ ออกเป็นสองชนิด คือ ค้างคาวที่กินผลไม้ กับค้าวคาวที่กินแมลงอาจมีบางครั้งที่กินเนื้อสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารตัวอย่างเช่นค้าวคาวแวมไพร์ ค้างคาวมักมีถิ่นที่อยู่ศัยในธรรมชาติจะอยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยอยู่ในที่มืดตามผนังถ้ำแต่ก็สามารถพบเห็นอาศัยอยู่ตามต้นไม้ที่ร่มเงาเพียงพอหรืออาคารบ้านเรือนที่รกร้างได้เช่นกัน ค้างคาวเป็นสัตว์ที่นอนหลับในตอนกลางวันและหากินในเวลากลางคืน ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีประสาทการรับเสียงที่ดีมากในกลางคือจะให้หูฟังแทนการมองเห็นโดยใช้เอ็คโคโลเคชั่นคือการสะท้อนเสียงร้องของตัวเองกับวัตถุ เมื่อได้ยินเสียงที่กระทบวัตถุก็จะสามารถระบุตำแห่งวัตถุแทนการมองเห็นในเวลากลางคืนได้

Advertisement

Advertisement

ค้างคาวห้อยหัวกินอาหาร                                                                                    เครดิตภาพ : unsplash.com

          ไวรัสเองก็คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยมีสิ่งมีชีวิตร่างหลักในการดำเนินชีวิตและกระจายพันธุ์ แต่ถ้าหากอยู่ภายนอกร่างกายก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่อาจจะไม่นานนักขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อไวรัสนั้นๆ สัตว์บางชนิดที่ไดรับเชื้อไวรัสเข้าไปก็ไม่ได้มีผลกระทบเมื่อมีไวรัสเข้ามาอยู่อาศัยในร่างกายทำให้สัตว์เหล่านั้นทำหน้าที่แพร่เชื้อไวรัสโดยไม่รู้ตัว ในกรณีนี้ยกตัวอย่างเช่นค้างคาว ค้างคาวสามารถแพร่เชื้อไวรัสได้จากการขับถ่ายมูล น้ำลายจากการการกัดแทะ การสัมผัสตัว หรือการกินเข้าไปโดยตรง ทำให้มีโอกาสที่สัตว์อื่นๆจะได้รับเชื้อไวรัสได้หลากหลายวิธี มีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษา และแพร่เชื้อไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ สิ่งที่น่าสนใจตอนนี้คือบางแหล่งข่าวได้มีรายงานว่า ค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสที่มีความคลายคลึงกับไวรัสโควิด-19 มากที่สุดคือ "ค้างคาวมงกุฏมาลายู" ที่มลฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่มีเชื้อไวรัสที่คล้ายโควิด-19 ถึง 93.3% ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เชื้อโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าค้างคาวเองก็ไม่ได้เป็นสัตว์ที่แพร่เชื้อไวรัสโตวิด19 อยู่ดี อาจเป็นไปได้ว่ามีสัตว์ชนิดอื่นรับเชื้อไวรัสตัวนี้เข้าไปและในร่างกายก็มีไวรัสอีกชนิดที่เข้ากันได้ จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเป็นโควิด-19 แต่ทั้งนี้ก็ยังสรุปข้อสันนิษฐานไม่ได้และกำลังทำการวิจัยเพื่อหาคำตอบอยู่ 

Advertisement

Advertisement

ค้างคาวมงกุฏมลายู

                                                                                         ค้างคาวมงกุฏมลายู

                                                                                   เครดิตภาพ : mammalogy.org

          ค้างคาวมงกุฏ เป็นค้างคาวที่กินแมลงและสัตว์เล็กเป็นอาหาร มักจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงภายในถ้ำ และกระจายอยู่พันธุ์อยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแน่นอนว่าในประเทศไทยเองก็มีค้างคาวชนิดนี้อาศัยอยู่เช่นกัน ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบค้างคาวที่ในธรรมชาติ โดยมีการเก็บน้ำลาย อุจาระ และเก็บตัวอย่างเลือดค้างคาวในไทยมาทำการวิจัยว่ามีเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ แต่สิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการลดโอกาสที่จะได้รับเชื้อจากทั้งคนและสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามาสู่ร่างกาย ถ้าหากได้ติดตามข่าวการแพร่ระบาดมาตั้งแต่แรกจะทราบว่าแหล่งที่แพร่เชื้อไวรัสโควิด19 แห่งแรกกิดขึ้นที่ตลาดหัวหนาน ย่านค้าสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เป็นแหล่งค้าขายสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหารหรืออื่นๆ เราอาจจะมองได้ว่าจริงๆแลัวสัตว์ป่าที่อยู่ในธรรมชาตินั้นมีโอกาศเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสหรือเชื้อโรคที่เป็นอันตราย สิ่งที่เราสมควรที่จะหลีกเลี่ยงคือการรับประทานสัตว์ป่าที่อาจมีการติดเชื้อ เพราะสัตว์ป่าในธรรมชาติไม่ได้มีการตรวจสอบและมีการรักษาโรคแบบสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร ดังนั้นความเชื่อที่ว่าการรับประทานสัตว์ป่าจะช่วยเสริมประสิทธิภาพร่างกายด้านต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรง หรืออายุยืนยาวนั้นไม่ได้เป็นความจริง ซ้ำยังมีโอกาสที่จะรับโรคร้ายที่อาจถึงแก่ชีวิตเข้าสู่ร่างกายและแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นต่ออีกด้วย อีกทั้งเราควรที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับตัวสัตว์ มูล ปัสสาวะ น้ำลาย หรือการเข้าใกล้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้ออีกด้วย อีกทั้งการที่ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดจากคนสู่คน เราควรสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนและการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์75%เป็นประจำ ก็ช่วยให้เราและสังคมปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19อีกด้วย