job applicationหางาน

นับเป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตก ของบรรดาว่าที่บัณฑิตใหม่ ว่าจบแล้วจะทำอะไรต่อดี? น้อง ๆ นิสิต/นักศึกษาบางคน คงอาจคิดย้อนกลับไปถามคุณพ่อคุณแม่ ว่าก็เรียนให้แล้ว ช่วยบอกด้วยว่าทำอะไรดี ส่วนตัวผมว่าไม่ค่อยจะถูกนักนะครับ สมมติคุณพ่อคุณแม่บอกว่าดี น้องนิสิตนักศึกษาทำตามแล้วเกิดไม่โอเคทำไงดีครับ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ว่าทำตามพ่อแม่ปลอดภัย ผมละกลัวใจทำตามแต่ทำไม่ได้นานสิ ปัญหาใหญ่ 

freedomอิสระ

กรณีของครอบครัวผม บอกเลยว่าผมและน้องสาวโชคดีมาก อยากเรียนอะไรเรียน อยากทำอะไรทำ พ่อแม่ไม่ห้ามถึงห้ามก็ดื้อครับ สวนกระแสหมดเพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่าแน่ ว่าเจ๋งว่าทำได้ แต่ผมอยากบอกว่า สิ่งที่ผมดื้อมันผิดหมดครับ เพราะจากประสบการณ์ของท่าน ถ้าผมเชื่อมันจะส่งผลในระยะยาว เพราะท่านแนะนำสอบข้าราชการ แต่ผมก็ดื้อครับอยากทำเอกชน หรือเป็นได้แค่อาจารย์เท่านั้นอย่างอื่นไม่เป็น แปลว่าราชการนี่ say no automatically แต่ภายหลังจากผมป่วยหนัก เรื่องเป็นข้าราชการก็แว๊บขึ้นมาในหัวทันที แต่มันย้อนเวลากลับไม่ได้ครับ ดังนั้นผมอยากให้คุณลองมองในระยะยาว แม้ว่าช่วงแรก ๆ ค่าตอบแทนอาจจะเทียบไม่ได้กับเอกชน แต่ สวัสดิการก็ดี บำเหน็จ บำนาญ ดีกว่าเยอะมาก ในขณะที่เอกชนต้องควักเนื้อจ่ายเอง ดีที่สุดคงเห็นจะมีแต่ประกันกลุ่ม! ส่วนบำเหน็จ บำนาญนั้น พูดเลยวางแผนเก็บเงินอื่นเองครับ และสวัสดิการเมื่อป่วยนั้นสั้น ๆ ครับ "ประกันสังคม" คุณจะเห็นความเหนื่อยตอนเข้าช่องแสดงสิทธิผมเทียบง่าย ๆ ครับ "กำแพงเมืองจีน" กรณีประกันสังคม แต่ถ้าเป็นข้าราชการ อีกช่องครับสั้นดีดนตรีเพราะ

Advertisement

Advertisement

แม้ว่า เวลามันไม่สามารถย้อนกลับได้ ผมจึงต้องทำทุก ๆ วินาทีนี้ให้ดีที่สุด และแจ้งเตือนแก่คนรุ่นหลังว่า ถ้าจะเพิกเฉยงานราชการ ผมขอเป็นอีก 1 เสียงว่าอยากให้คุณลองมองไกล ๆ เพราะคนเราร่างกาย-สุขภาพมีแต่จะเสื่อมถอย นอกจากการออกกำลังกาย ที่ถือเป็นหน้าที่หลัก การสร้างความมั่งคง ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำนะครับ ดังนั้น ราชการน่าจะถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่อาจเป็นการแสวงหาความมั่นคงในชีวิตระยะยาว คิดเล่น ๆ ครับ ถ้าไม่มั่นคงจริง "ราชการ" จะอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้หรือครับ? แต่ถ้าบางคนอาจจะแย้งผมว่ารู้เยอะขนาดนี้ ทำไมผู้เขียนไม่สอบราชการหล่ะ ก็บอกแล้วไงครับว่า "ผมย้อนเวลาได้ที่ไหน?" ก็เลือกเดินทางสายวิชาการนี้แล้ว จะให้ไปสอบราชการใหม่ ไม่เอาแล้วครับ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจครับ แต่เพราะมองไม่เห็นภาพตัวเองในอนาคตชัดเจนเหมือนที่เป็นอยู่

Advertisement

Advertisement

Spotlightมองเห็นภาพตัวเอง ณ ปัจจุบันชัดเจน  

บางคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าเจองานที่รักแล้วถือเป็นโชคดี แต่ผมขอต่อเพิ่มไปอีกนิดว่า งานที่รัก คืองานที่คุณชอบและต้องทำมันได้ดีด้วย ถึงจะเป็นงานที่คุณรัก แม้ว่าโลกเรานี้จะขับเคลื่อนด้วยเงินก็จริง แต่สิ่งที่คุณอาจหลงลืมไปว่า การใช้ชีวิตอยู่นั้นนอกจากความมั่นคงด้านวัตถุ อย่าลืมความมั่นคงด้านจิตใจด้วย ถ้าทำงานที่พิจารณาแค่รายได้อย่างเดียว ไม่สนความสุขเลย ทำอาชีพไม่สุจริตไหมครับ รวยเร็วดี ข้าวฟรี น้ำฟรี ไม่สนหรือ?

Advertisement

Advertisement

interesting?น่าสนใจ?

ก่อนจะลาจากกันไป ระหว่างานที่ชอบ และงานที่ใช่ อย่ามองเพียงตัวเองเป็นปัจจัยชี้ขาด แต่เราควรต้องคำนึงถึงเสียงแวดล้อมประกอบด้วย เพราะการยึดแต่ตัวเองเป็นหลัก อาจเปรียบเสมือนเป็นการใช้ชีวิตโดยโนสนโนแคร์นะครับ เพราะบางบทเรียนคุณไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แค่ฟังจากประสบการณ์คนอื่นก็ได้ ยกตัวอย่าง ผมเตือนเรื่องโรคหลอดเลือดสมอง รบกวนฟังไว้ แต่ไม่ต้องหาทำที่จะลองเป็นดูอยากรู้สึกดูบ้าง - เพื่อ??? 

ท้ายนี้ขอบพระคุณ ภาพ

1.  ปก โดย Marten Bjork จาก unsplash

2. ที่ 1 โดย pch.vector จาก freepik

3. ที่ 2 โดย yanalya จาก freepik

4. ที่ 3 โดย pikisuperstar จาก freepik

5. ที่ 4 โดย cookie_studio จาก freepik