ใครๆ ก็บอกฉันว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยนะ ฉันก็ไม่ค่อยสนใจคำพูดนี้สักเท่าไร เพราะฉันคิดแค่ว่าอยากมีลูกค่ะ  นี่เป็นความคิดก่อนที่จะมีลูก มาดูกันว่าความคิดของฉันที่ว่าเลี้ยงลูกแล้วเหนื่อยมันเกิดขึ้นช่วงไหนและเลี้ยงโดยไร้ประสบการณ์จะเป็นยังไงบ้าง

ภาพตั้งครรภ์

     ก่อนอื่นขอเล่าประสบการณ์ตั้งแต่เจ็บครรภ์คลอดเลยแล้วกันค่ะ ฉันเข้าออกรพ.ก่อนคลอดอยู่ 2 รอบ ด้วยเรื่องเจ็บครรภ์มีการบีบตัวของมดลูก ท้องฉันค่อนข้างใหญ่หมอบอกว่ามีน้ำเยอะน่าจะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แต่ตอนนั้นตรวจไม่พบเบาหวาน หมอบอกว่าอาจจะเป็นเบาหวานแฝงอยู่ก็ได้ ด้วยที่ว่าครรภ์นี้เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรกจึงไม่แน่ใจว่าอันไหนเจ็บจริง อันไหนเจ็บหลอก ทั้งที่หาข้อมูลเยอะ นั่งอ่านเพจนั้นเพจนี้ อ่านพันทิปจนตาลาย เข้าดูยูทูปตลอด แต่สถานการณ์จริงมันตื่นเต้นและวิตกกังวลมากค่ะ

Advertisement

Advertisement

     ฉันคลอดโดยการบล็อกหลัง  จำได้ว่าตอนฉีดยาชาเข้าที่ช่องไขสันหลังต้องงอตัวขดเป็นท่ากุ้งงอตัวสุดๆ มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยในการจับงอ ท้องก็ใหญ่อึดอัดมากเลยค่ะ แถมตอนฉีดยาชาไปสักพักเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดฆ่าเชื้อบริเวณท้องที่จะทำการผ่าตัดขณะนั้นก็ได้ถามฉันว่าเย็นไหมที่ท้องหรือว่าแค่รู้สึกว่าท้องมันเคลื่อนไปเคลื่อนมาทื่อๆ เฉยๆ ตอนนั้นพยายามตอบตลอดยังรู้สึกเย็นค่ะ ยังรู้สึกเย็นค่ะ พูดอยู่ 3 รอบกลัวหมอลงมีดค่ะ สักพักก็ชาท่อนล่างของร่างกายไปจนถึงขาค่ะ ส่วนบนจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลาค่ะ เมื่อหมอได้ทำการผ่าตัดเสร็จ ก็ได้ลูกสาวน้ำหนักแรกคลอด 4,090 g. ตัวใหญ่ที่สุดในห้องคลอด ณ วันนั้น

      เมื่อรับลูกสาวกลับบ้าน ประมาณ 7 วันลูกมีอาการตัวเหลืองเพราะน้องตัวใหญ่แล้วนมแม่น้อยค่ะพาลูกไปที่คลินิกแห่งหนึ่งพบว่ามีภาวะตัวเหลืองคุณหมอบอกว่าเกิดจากการที่ร่างกายมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบินในกระแสเลือดมากกว่าปกติค่ะคุณหมอที่คลินิกจึงส่งต่อไปที่รพ.เพื่อส่องไฟรักษาตัวเหลืองอยู่ 2 วันก็ดีขึ้น ตอนนั้นไปรักษาที่รพ.ของรัฐ เค้าให้แม่นอนเฝ้าลูกนะคะ มีเตียงนอนให้ มีอาหารให้ คุณแม่ต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดของรพ.ค่ะเป็นเหมือนคนป่วยเลย เพราะเค้าเล็งเห็นความสำคัญของนมแม่ และสายใยความผูกพันระหว่างแม่กับลูก จึงต้องให้แม่อยู่เลี้ยงค่ะ ถ้าลูกเราหิวก็อุ้มมาให้นมค่ะ คอยเช็ดทำความสะอาดเปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำให้ช่วงเช้า ถ้านมแม่มีน้อยทางรพ.ก็ให้ชงนมผสมให้ลูกกินได้ตลอดค่ะ

Advertisement

Advertisement

   ตอนแรกที่เข้าไปนอนเฝ้าลูกก็เครียดหน่อย เพราะยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น ขนาดอาบน้ำตอนอยู่บ้านยังไม่กล้าอาบน้ำให้ลูกเลย ได้แต่เช็ดตัวไปก่อน แต่พอไปอยู่ที่รพ.ถูกดุนิดเดียวอาบน้ำให้ลูกเป็นเลยค่ะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าใครดุ แต่ก็ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ถูกดุในวันนั้นอาจจะไม่กล้าและไม่มีประสบการณ์ในการอาบน้ำให้ลูกในวันนี้ ตอนเฝ้าลูกที่รพ.ยังมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังค่ะเรื่องมีอยู่ว่าในห้องพักจะมีคุณแม่ที่มาดูแลลูกเหมือนกับฉัน คือจะมีลูกคนอื่นเหมือนกันที่ห้องที่เราเลี้ยงลูก เสียงเด็กก็มีความคล้ายกันค่ะ ลูกคนอื่นร้องฉันก็ลุกขึ้นไปดูลูกนึกว่าลูกตัวเองร้องอยู่หลายรอบ พอลูกตัวเองร้องไม่ได้เข้าไปดูนึกว่าลูกคนอื่นก็คิดอยู่ว่าทำไมแม่ๆ ถึงมองมาที่ฉัน แท้จริงแล้วลูกฉันร้องนี่เองเสียงดังเป็นแกนนำเด็กคนอื่นให้ร้องตามเลยค่ะ ส่วนตัวฉันเองก็มีเจ็บแผลผ่าตัดมีเหนื่อยบ้างเล็กน้อยแต่ไม่มาก  เทียบกลับคุณแม่เตียงข้างๆ ฉันอยู่มา 1 เดือนแล้วเพื่อที่จะเลี้ยงลูกที่คลอดก่อนกำหนดให้น้ำหนักถึง 2,000 g. ตอนนั้นฉันได้แต่นั่งมองและคิดในใจว่า ความรักของแม่ชั่งยิ่งใหญ่นัก เหนื่อยแค่ไหนแม่ก็ยอมทนยอมเสียสละ ไม่ได้หลับได้นอนต้องเลี้ยงและต้องลุ้นน้ำหนักลูกอยู่ทุกๆ วันว่าน้ำหนักจะขึ้นไหม ฉันได้แต่ชื่นชมคุณแม่คนนี้ในใจ ส่วนตัวฉันก็คอยเรียนรู้การเลี้ยงลูกจากคุณแม่ๆ จนกลับมาบ้าน และได้รับประสบการณ์กับมาบ้างค่ะ

Advertisement

Advertisement

ภาพลูก

     ใครเป็นเหมือนฉันบ้างความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกต้องพึ่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ตทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิธีอาบน้ำเด็กดูทุกเว็บทุกเพจ วิธีการดูแลลูกเมื่อท้องอืด ซื้อชุดแบบไหนเนื้อผ้าควรเป็นยังไง ผ้าห่มแบบไหนดี มีดตัดเล็บแบบไหน  เครื่องปั้มนมยี่ห้อไหนดี สบู่อาบน้ำอะไรดีที่ลูกไม่แพ้ โลชั่นตัวไหนเหมาะสำหรับลูก ดูแม้กระทั้งกระทู้คนที่ให้นมแม่ล้วนกับนมผงคอมเมนต์เหน็บแนมกันในเรื่องสุขภาพลูก ลูกใครแข็งแรงกว่ากันระหว่างนมแม่กับนมผสม ดูไปก็นึกตามไปถ้าอยู่บนเวทีคงสนุกแน่เลย

ภาพลูกแรกเกิด

และใครเคยเจอบ้างกับคำทักของผู้ใหญ่ผู้ที่มีประสบการณ์ มักทักว่า

1.ทำไมไม่ให้ลูกกินน้ำตั้งแต่เกิด

2.ทำไมไม่ดัดขาลูกหลังอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลูกขาโก่ง

3.ทำไมให้ลูกกินข้าวช้าจัง ไปกินตั้งตอนหกเดือน

ซึ่งฉันเชื่อว่าใครเป็นแม่ลูกอ่อนต้องเคยเจอคนทักแบบนี้บ้าง คำตอบของคำถามก็คือ

1.นมมีส่วนประกอบของน้ำอยู่ 80% แล้วค่ะจึงไม่จำเป็นต้องกินน้ำ

2.ไม่จำเป็นต้องดัดนะคะ ขาจะหักได้มีเพจคุณหมอมาให้ความรู้ไว้ว่าเด็กแรกเกิดขาจะโก่งพอโตขึ้นรูปแบบของขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงไวแล้วก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าเกิน 3 ปียังโก่งต้องไปพบหมอนะคะ

3.เพราะว่าเด็กอายุ 6 เดือนจะมีความพร้อมในการรับอาหารอื่นนอกเหนือจากนมแม่ ระบบการย่อยจะดีขึ้นค่ะ

ถ้าเรานำคำตอบนี้ไปตอบผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์อาจมีน้อยใจนะจ๊ะหรืออาจถึงขั้นอาจทะเลาะกันได้ที่เราไม่ทำตามคำแนะนำ แต่ประเด็นที่พูดคุยกันในโซเซียลเรื่องการเลี้ยงลูกที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้คือเรื่องการดัดขาลูกตอนนี้มีคุณหมอหรือเพจดังๆต่างๆ ออกมานำเสนอข่าวเยอะแยะว่าห้ามดัดขาเพราะขาอาจหักได้ บางคนกลุ้มใจมากเรื่องการดัดขาลูกน้อยจนต้องไปตั้งกระทู้ว่า จะทำยังไงดียายข้างบ้านชอบมาดัดขาลูก แบบนี้ก็น่าเห็นใจนะ ทำใจลำบากที่จะปฏิเสธ ยังไงบอกยายว่าขอดัดเองแล้วกันแต่เป็นการลูบที่ขาเบาๆ เพื่อเป็นการหลอกยายว่าดัดตามที่แนะนำแล้วนะ ยายจะได้ไม่เสียใจอุตส่าห์หวังดีมาดัดขาให้นะจ๊ะ

      การที่เราค้นหาข้อมูลหรือได้รับข้อมูลมาจากคนรอบข้างเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกนั้นมีหลายรูปแบบแต่ละรูปแบบอาจจะเหมาะกับเราหรือไม่เหมาะกับเราก็ได้ เราควรที่จะนำมาปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้เข้ากับตัวเราและลูก ทำยังไง ทำแบบไหนที่เราเลี้ยงลูกแล้วมีความสุข สะดวก สบาย และปลอดภัยกับลูกเราก็ควรทำแบบนั้นและที่สำคัญอย่าลืมเช็คพัฒนาการของลูก พาลูกไปฉีดวัคซีนให้ตรงกันกับคุณหมอนัด

ลูกสาว

 

      และเนื่องจากในยุคปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารเยอะแยะเต็มไปหมดควรเลือกและพิจารณาข้อมูลที่ได้มาให้ดีๆ ก่อนนำมาใช้จริงหรือปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยและเพื่อประโยชน์ของตัวเราและลูกนะคะ

 

ภาพถ่ายโดย:นางสาวใจดี ดีใจ