คัดลอกลิงค์

ท่องเที่ยว

คิดถึงจึงเขียนถึง 'ญี่ปุ่น' 2562

101
Napatsanook
Napatsanook
|4 min read
อ่านบทความอื่นจาก Napatsanook
แจ้งตรวจสอบ
คิดถึงจึงเขียนถึง 'ญี่ปุ่น'  2562

     สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ถ้าให้นึกถึงประเทศที่อยากไปมากที่สุดตอนนี้เมื่อพี่โควิด-19 หมดไป Destination แรกคงหนีไม่พ้นประเทศ 'ญี่ปุ่น' อย่างแน่นอนเช่นเดียวกันกับผู้เขียน วันนี้จึงขอย้อนวันวานพาผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปเมื่อกลางปี 2562 ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก! เรามาร่วมย้อนวันวานให้หายคิดถึงกันค่ะ

เซนโซจิ1japan

     โจทย์ในการท่องเที่ยวของผู้เขียนในตอนนั้นมี 3 ข้อ คือ เที่ยวโตเกียวภายในสามวัน ราคาประหยัด และไปสานฝันในวัยเด็กให้สำเร็จ !!! พอตั้งโจทย์ไว้แบบนี้อย่างแรกเลยคือหาช่วงเดือนที่เป็น Low season จะได้ประหยัดงบเผื่อมีตังค์เหลือกลับมาซ้ำรอบสอง ในข้อมูลเค้าบอกว่า มาช่วงเดือนมิถุนายน สิจ๊ะ เป็นช่วงเริ่มเข้าหน้าร้อนของญี่ปุ่นพายุยังไม่เข้ามีเพียงฝนเม็ดเล็ก ๆ ตกแบบน่าทะนุถนอม อากาศเย็นสบายเมื่อหลังฝนตก พอได้ช่วงเดือนที่สนใจก็ทำการตีตั๋วเครื่องบินโดยเลือกใช้บริการ Air Asia X ราคาเป็นมิตรเหมาะกับมนุษย์เงินเดือน เมื่อรู้วันที่จะเดินทางแน่นอนแล้ว ก็จัดการลางานโดยเขียนใบลาพร้อมบอกหัวหน้าว่า จะขอพักใจไปตามหาพี่ Doraemon และน้อง Gundam ณ แดนอาทิตย์อุทัยสักสาม-สี่วันแล้วจะกลับมาเป็นพนักงานที่ดีให้องค์กรต่อไป 

Advertisement

Advertisement

ญี่ปุ่น 3

     สำหรับย่อหน้านี้ ผู้เขียนขอหยิบสถานที่ที่ประทับใจเมื่อครั้งไปเยือนโตเกียวมาเล่าสู่กันฟังกันค่ะ เชื่อว่าน่าจะมีสถานที่ในความทรงจำของใครหลายคนอย่างแน่นอน

     ที่แรกประเดิมด้วย Asakusa Hotel Wasou ขอยกให้เป็นที่หนึ่งในความทรงจำเลยค่ะ ที่นี่จัดเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวแบบ Backpackers  เมื่อปี 2562 จองผ่าน Expedia ราคาสี่วัน สามคืนไม่มีอาหารเช้าอยู่ประมาณ 3000 กว่าบาทซึ่งตอบโจทย์ โดนใจเป็นอย่างมากที่สำคัญสะอาด และใกล้สถานที่สำคัญอย่างวัดเซนโซจิ หรือวัดอาซากุสะ (หลังวัด) ใครที่มาพักที่นี่หากต้องการเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าสถานีอาซากุสะให้เดินมุ่งหน้าไปทางหน้าวัด สักประมาณ 5-10 นาที ก็จะพบกับสถานีรถไฟฟ้า สาเหตุที่คิดถึงที่นี่เป็นที่แรกนั้นเพราะที่นี่มีห้องให้เลือกหลายแบบ เราเลือกแบบนอนฟูกตามสไตล์ญี่ปุ่นแท้และขอมีห้องน้ำในตัว ดังนั้นภายในห้องเค้าจึงจัดฟูกนุ่ม ๆ แทนเตียงเตรียมไว้ให้เรา ในห้องพักมีทีวี ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น สำหรับห้องน้ำมีขนาดตะมุตะมิแบบญี่ปุ่น ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำให้แช่ตัว ในตู้เสื้อผ้าเค้าก็เตรียมชุดยูคาตะไว้ให้แขกสำหรับเปลี่ยนนอน ในเรื่องการบริการของพนักงานเค้าได้มาตรฐานตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว พนักงานไม่เยอะ แต่ใจดี เมื่อไปถึงก่อนเวลาเช็คอินเราสามารถฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ได้ แล้วก็ออกไปเที่ยวลั้นลา พอถึงเวลาเช็คอินพี่พนักงานเค้าก็จะนำสัมภาระทั้งหมดขึ้นไปเก็บเรียบร้อย

Advertisement

Advertisement

asakusa wasou

     ความประทับใจของที่นี่มีอีกหนึ่งสิ่งคือ ทุกวันทั้งตอนเช้า และตอนเย็นเราต้องเดินผ่านวัดอาซากุสะเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งบอกเลยช่วงเช้ากับช่วงกลางคืนบรรยากาศรอบ ๆ วัดสวย และสงบมาก เขียนมาถึงตรงนี้ก็พาให้คิดถึงบรรยากาศตอนประมาณสองทุ่มซื้อเบียร์กระป๋องไปนั่งจิบข้างวัด ก่อนเข้าที่พัก อากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนมิถุนายน และแสง Spot light ที่ฉายขึ้นไปที่ศาลเจ้ามันช่างสวยงาม ถ้าได้กลับไปอีกก็อยากไปพักที่เดิมนี่แหล่ะ 

อาซากุสะ 2

     ที่ต่อมา พามาตามหา Doraemon ที่พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ และ Gundam ผู้ยืนเฝ้าหน้าห้าง Diver City Tokyo Plaza ในย่านโอไดบะ สองที่นี้มันเป็นความฝันในวัยเด็กที่สักวันหนึ่งจะไปหาพี่ม่อนและน้องกันดั้มให้ได้ ไม่รอช้าการไปเยือนบ้านพี่ม่อนนั้นเราจองตั๋วผ่านเว็บไซต์ Klook.com ขั้นตอนการจองง่ายมาก เข้าไประบุวันเวลาที่ต้องการเข้าชม จ่ายตังค์ แล้วไปรอรับตั๋วที่เคานเตอร์  Easygo ที่สนามบินนาริตะ โถงกลางอาคารผู้โดยสารขาเข้า ระหว่างประเทศ ชั้น 1 อาคาร 2 ได้เลย

     สำหรับตัวพิพิธภัณฑ์นั้นตั้งอยู่ที่เมือง Kawasaki ในวันนั้นเราออกเดินทางตอนช่วงเช้าจากสถานี Asakusa สาย Ginza Line (สายสีส้ม) แวะเปลี่ยนสายที่สถานี Omote-sando เพื่อขึ้นสายสีเขียว Tokyo Metro Chiyoda Line นั่งยาวไปลงสถานี Noborito ระหว่างต่อสถานีแอบงงเล็กน้อยใช้เวลาเดินนานหน่อย สุดท้ายก็เจอป้ายสีฟ้าบอกว่าใครมาหาพี่ม่อนถึงแล้วนะ ! พอมาถึงรอรถบัสของพิพิธภัณฑ์มารับ ภายในพิพิธภัณฑ์เจ้าหน้าที่จะแจกเครื่องบรรยายเรื่องราวของโดราเอม่อน พร้อมให้เราเดินเข้าไปตามเส้นทางที่เค้ากำหนดไว้ บางจุดถ่ายรูปได้บางจุดห้ามไว้ แต่ไม่เป็นไรแค่มาหาก็สามารถเติมเต็มความฝันได้แล้ว

โดราเอม่อน

    เมื่อการเยี่ยมชมบ้านพี่ม่อนจบลงแล้วก็โบกมือลา แล้วพานั่งรถไฟฟ้าจากบ้านพี่ม่อนย้อนกลับไปสถานี Asakusa เพื่อมุ่งหน้าไปลงที่สถานี Odaiba เดินหาทางออกไปเจอกับห้าง Diver City Tokyo Plaza พอไปถึงวันนี้โชคไม่เข้าข้างฝนตกเกือบตลอดทางจึงต้องสวมเสื้อกันฝนยืนถ่ายรูปกับน้อง Gundam สูงเท่าของจริง ก่อนถ่ายเราได้มีโอกาสดูการแสดงแปลงร่างของน้องซึ่งเค้าจะแปลงร่างทุก ๆ 30 นาที แต่แนะนำควรไปช่วงค่ำ ๆ เพราะจะเห็นแสงสีสวยงาม ที่ห้างแห่งนี้นอกจากชั้นบนสุดของห้างมีการจัดโชว์และรวบรวมสินค้าเอาใจสาวก Gundam แล้วนั้น ยังมีจัดการแสดงโชว์ตัวการ์ตูนจากอนิเมะเรื่องอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่ชอบร้องเพลง ‘ขอพื้นที่เล็ก ๆ ให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม’ เป็นที่สุด

Gundam base

    สถานที่ที่สาม ศาลเจ้าเมจิจิงกู (Meiji Jingu) ที่หวนให้คิดถึงบรรยากาศของที่นี่นั้นเพราะกว่าจะเดินเข้าไปถึงตัวศาลเจ้าได้ต้องเดินผ่านเสาโทโรอิขนาดใหญ่ และผ่านป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์รวมแล้วประมาณหนึ่งแสนต้นที่อาสาสมัครชาวญี่ปุ่นช่วยกันปลูกตามนโยบายสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง และเพื่อระบบนิเวศที่ดี เดินไปเพลิน ๆ ทำให้ลืมนึกไปเลยว่าศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ย่านฮาราจุกุ (Harajuku) ที่ข้างนอกเต็มไปด้วยตึกใหญ่ ถนนตัดกันให้วุ่นวาย อากาศภายในศาลเจ้าสดชื่นมาก ตลอดทางที่เดินได้กลิ่นต้นไม้ กลิ่นดิน กลิ่นฝนทำให้ผ่อนคลายจากการท่องเที่ยวในเมืองมาทั้งวัน ภายในศาลเจ้าในวันนั้นกำลังมีพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นพอดี ทำให้เราได้ไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเค้าไปด้วย  

ศาลเจ้าเมจิ

     สถานที่สุดท้าย ขอยกให้ ICHIRAN ramen หรือราเมงข้อสอบในตำนานค่ะ หลายคนคงน่าจะเคยได้ยินตำนานความอร่อยของเจ้าราเมงร้านนี้ พร้อมกับกิมมิคของร้านที่จำลองบรรยากาศให้เหมือนกับห้องสอบต่างคนต่างนั่งแยกกัน เมนูที่สั่งก็ใช้ดินสอฝนลงในกระดาษคำตอบกันมาบ้างแล้ว ราเมนข้อสอบสาขาที่เราไปนั้นอยู่ในย่าน Asakusa เนื่องจากเวลาที่เราไปกินดันตรงกับเวลาอาหารกลางวัน และเย็น คนจึงแน่นร้าน แต่ก็ไม่ถึงกับต้องต่อคิวนะคะ เพียงแค่ไปที่ไรไม่ได้นั่งในโซนห้องสอบทุกที แต่ถึงแม้นั่งในโซนธรรมดา แต่ขอบอกเลยค่ะว่า รสชาติกลมกล่อมของน้ำซุป เส้นนุ่ม ๆ  และหมูนิ่ม ๆ ของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย ติดตาตรึงลิ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ การันตีว่าประทับใจจริง ๆ ด้วยการฝากท้องที่ร้านนี้เกือบทุกมื้อที่อยู่โตเกียว

ราเมงข้อสอบ

 

     บรรทัดสุดท้ายก่อนที่จะยาวไปกว่านี้ อยากให้มีไทม์แมชชีนย้อนเวลาได้จริง ๆ จะนั่งกลับไปขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดอาซากุสะว่าขอให้ทั่วโลกสามารถผ่านวิกฤตการณ์โควิด-19 ไปให้ได้เสียทีเถิด พวกเราจะได้ไม่ต้องทำได้เพียง ‘ระบายความคิดถึงผ่านตัวหนังสือ’ อย่างในทุกวันนี้

คิดถึงญี่ปุ่น


เล่าเรื่อง : ณ. ที่ที่มีแสงสว่างและความสนุกสนาน

รูปภาพหน้าปก และภาพประกอบเรื่อง โดย: Napatsanook และผู้ติดตาม ^^

================

ตามติดข่าวสารดีๆ เทรนด์โดนๆ และอัปเดตหนังพร้อมกับซีรีส์สุดปัง ของคุณได้แล้วที่ 

แอปทรูไอดีคลิกเลย >> TrueID App << ฟรี

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด