หากพูดถึง จ.ยะลา หลายคนคงเกิดเครื่องหมายคำถามว่า

กล้าไปหรอ ? ไม่กลัวหรอ ? อันตรายไหม ?

เเต่เมื่อผมได้เข้ามาเหยียบเขตที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่สีเเดง เป็นสนามรบหรือเป็นอะไรก็นี่ตามเเต่ ผมก็ได้คำตอบของคำถามนั้นทันที เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือมันมีเเต่พื้นที่ "สีเขียว"

ถ้าไม่เชื่อก็ลองเปิดเเอพฯวัดค่าฝุ่น PM2.5 ดูสิ มันเป็น "สีเขียว" จริงๆนะทะเลหมอก

เวลา 06.00 น. สถานที่เเรกที่ผมไปคือ "ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง" ยอดเขาที่ใครๆก็บอกว่ามีทะเลหมอกให้ได้ดูกันตลอดทั้งปี  

ระหว่างที่กำลังขับรถข้ามภูเขาผมเปิดกระจกรถเพื่อสูดอากาศอย่างเต็มปอด โดยไม่ต้องหายใจผ่านเเมสอีกต่อไป

เมื่อถึงลานจอดรถตรงจุดชมวิว ผมต้องลงจากรถเพื่อเดินเท้าขึ้นทางที่ชันมากๆประมาณ 500 เมตร  เนื่องจากไม่สามารถนำรถไปจอดข้างบนได้ ซึ่งในจังหวะนั้นเอง ผมได้เห็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ อาชีพมอไซด์รับจ้างพาขึ้นไปดูหมอกบนยอดเขาในราคาเที่ยวละ 20 บาท

ผมจึงถามพี่เขาว่าเเต่ละวันวิ่งกันที่เที่ยว ? ได้วันละเท่าไหร่ ? ทำมานานหรือยัง ?

เขาตอบว่า "ทำตั้งเเต่ที่นี่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเเล้ว... วิ่งรถตั้งเเต่ตี 5 จนถึง 8 โมง ได้เงินจากตรงนี้ประมาณวันละ 500 บาท พอถึง 8 โมงก็ไปทำอาชีพหลักต่อ ตรงนี้เเค่รายได้เสริม

เเค่อาชีพเสริมวันละ 4 ชม. ในช่วงเช้า ก็รับไปเเล้ว 500 บาท ซึ่งเเต่ละคนจบกันเเค่ ป.6 เเละ ม.3 เเต่รายได้ในเเต่ละวันมากกว่าเด็กจบ ป.ตรี ซะอีก !

เมื่อผมขึ้นไปถึงยอดเขา บอกเลยว่าทะเลหมอกมันสวยมาก ราวกับวิวบนยอดเขาที่ "จางเจียเจี้ย" ประเทศจีนเลย

หลังจากชมทะเลหมอกอย่างเต็มตา สูดอากาศอย่างเต็มปอด ผมก็เดินลงมาหาอาหารเช้าทานตรงจุดชมวิวอีกที่หนึ่งซึ่งไม่ไกลจากยอดเขามากนัก เป็นลักษณะตลาดตอนเช้าเล็กๆตลาดช่วงเช้า

เเต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจก็คือ อาหารทุกอย่างนั้นราคาปกติเหมือนที่เจอทั่วไปข้างล่างหมดเลย

โจ๊ก 20 บาท น้ำชา, นมเย็น, โกโก้เย็น 20 บาท, ไก่ย่างไม้ละ 10 บาท ฯลฯ

ทุกอย่างเเทบไม่ต่างจากที่ขายกันทั่วไป ทั้งที่ส่วนใหญ่ อาหารที่ถูกนำขึ้นมาขายบนยอดเขาสูงขนาดนี้จะต้องถูกชาจราคาประมาณ 2-3 เท่าตัว

ส่วนคนที่รุ่นพ่อรุ่นเเม่มีที่ดินอยู่ก็เปิดเป็นรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวได้พักกันคืนละ 400 บาทเท่านั้น

ส่วนใครที่โชคดีหน่อยพ่อเเม่มีที่ดินบนยอดเขา ก็เเค่กางเต้นให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสบรรยากาศสบายๆ ในคืนละ 100 บาท เท่านั้น ซึ่งเต็มเร็วมาก ถ้าใครอยากได้ต้องจองล่วงหน้ากันเป้นเดือนๆเลย 

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวเเล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในที่เเห่งนี้ก็คือ ผมเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขมากของคนในพื้นที่สีเเดง

มันคงเป็นเพราะข่าวที่ถูกเผยเเพร่ออกไปว่าเหตุกาณ์ที่นี่ไม่สงบ ที่นี่มันน่ากลัว จึงทำให้ไม่มีนายทุนที่ไหนกล้าเข้ามากว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านไปทำธุรกิจ

ทุกคนจึงได้ทำมาหากินในที่ดินทำกินของตัวเอง ไม่ต้องไปเช่าหรือขอใคร เเละเมื่อที่ตรงนี้เป็นของพวกเขา พวกเขาจึงดูเเลเเละหวงเเหนมันอย่างดีที่สุด

เพราะเท่าที่ผมเห็นคือมันเเทบไม่มีขยะตกอยู่ตามพื้นเลย

ระหว่างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่มเต็มสองข้างทาง มีบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่กันอย่างอบอุ่น ทุกคนมีบ้านเป็นของตัวเอง ทุกคนล้วนมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ ท่ามกลางเสียงจากคนนอกที่บอกว่าที่นี่มันน่ากลัว ใครจะกล้าไป !


อุโมงปิยะมิตรหลังจากเที่ยวทะเลหมอกเสร็จ ผมก็ไปสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ใน อ.เบตง ทั้งอุทยานต้นไม้พันปี อุโมงปิยะมิตรซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีคนขุดเอาไว้อยู่อาศัยยามสงคราม

ธรรมชาติที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนอยางสมบูรณ์เเบบ ทุกคนที่นี่มีรายได้ที่สามารถเลี้ยงชีพเเละส่งลูกหลานเรียนจบได้อย่างไม่ต้องเดือดร้อนใคร

ก่อนกลับผมได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า เขากำลังจะทำสถานที่ท่องเที่ยวที่ทะเลหมอกเเห่งใหม่ เเค่คราวนี้เป็นทะเลหมอกที่คนสามารถไปยืนอยู่ในหมอกเเละมองเห็นหมอกอยู่ที่เอวได้เเบบครึ่งตัวเลย

ดังนั้น ผมจึงขอยกพื้นที่เเห่งนี้ให้เป็น "ดินเเดนเเห่งความสุขในพื้นที่สีเเดง"

เพราะบางครั้ง "ความสุข" เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องตามหา ทว่ามันอยู่ตรงหน้า "เเต่เรามองไม่เห็น"