ตามที่เป็นข่าวคือมีการแสดงความไม่พอใจ จากคู่แข่งทางการค้าอย่างรุนแรงเพราะขายดีกว่า อาจเป็นเพราะยุคปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี อารมณ์เลยขึ้น แม้จะยังไม่ถึงฤดูร้อนก็ตาม ส่วนตัวผมมีความเห็นดังนี้

destroied building (ตัวอย่าง) การทำลายสถานที่ (คู่แข่งทางธุรกิจ)

 1. ยุทธวิธีการขาย-ตลาด เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องริเริ่มขึ้นมาเอง

 2. ในกรณีที่เป็นร้านอาหาร รสมือ ความสะอาด ถือเป็นหัวใจสำคัญมาก

delicious ความอร่อยต้องมา

 3. ราคา ย่อมเป็นปัจจัยดึงดูดลูกค้า เพราะตามหลักวิชาการ ผู้บริโภคมีอิสระเสรีในการตัดสินใจซื้อสินค้า ที่สนองความต้องการตัวเองอย่างดีที่สุด ยกตัวอย่าง ในตลาดที่มีสินค้าคุณภาพเหมือนกัน แม้จะต่างยี่ห้อ แต่ถ้าราคาต่างกัน สินค้าของผู้ประกอบการรายใดถูกกว่าย่อมได้ชัยชนะไป

 4. ชื่อเสียงในการประกอบธุรกิจ ย่อมเกิดจาก ข้อ 1-3 โดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น เกิดการเปรียบเทียบว่าร้านใดมีชื่อเสียง หรือ ชื่อเสียต่างกัน จึงส่งผลให้จำนวนลูกค้าในแต่ละร้านต่างกัน ส่วนร้านใดจะ discredit ชื่อเสียงของร้านใด มันเป็นอีกกรณีหนึ่ง ดังนั้น ถ้าผู้อ่านเปิดกิจการขายสินค้า/บริการ ซึ่งในตลาดมีคู่แข่งจำนวนมาก การค้นหากลยุทธ์ให้เข้าถึงใจลูกค้า เป็นเรื่องที่ผู้อ่านต้องไปดำเนินการเอง แต่จากข้อเท็จจริงในข่าว คือ อิจฉาจึงไปพังร้านคู่แข่งมันไม่น่าจะถูกต้องนัก เสมือนผู้กระทำไม่พิจารณาความผิดพลาดของตัวเองเลย ผมถามกลับว่า ถึงคุณจะไปพังร้านคู่แข่ง คุณมีหลักประกันอะไรว่าร้านคุณจะขายดี ตราบใดที่คุณภาพอาหารคุณยังไม่สามารถพัฒนาเท่าคู่แข่ง ผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจเสรี-ทุนนิยม การแข่งขันย่อมมีความหมายในตัวเองว่าต้องประกอบธุรกิจโดยเสรี และชอบด้วยกฎหมาย มิเช่นนั้น ธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไรย่อมขาดแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้า-บริการคุณภาพดี เพื่อสนองความต้องการของตลาด เพราะ ผู้ประกอบการที่มีอำนาจ หรือมีกำลังมากกว่าจะสามารถแสวงหาประโยชน์ ที่กิจการคู่แข่งดำเนินธุรกิจแบบเดียว/คล้ายกันจากการขู่บังคับทำลายทรัพย์สินเขา แล้วเอากำไรของผู้ประกอบการโดยมิชอบอย่างนั้นหรือ? มิฉะนั้น การประกอบบกอบธุรกิจไม่ต้องพึ่งแสวงหากำลัง หรืออำนาจ ได้ดีกว่าหรือ? คำถามต่อมา คณะรัฐศาสตร์ กับคณะบริหารธุรกิจ จะมีประโยชน์อันใดให้มีอยู่แยกกัน เพราะสุดท้ายมันต้องจบที่อำนาจและ/หรือกำลัง

Advertisement

Advertisement

5. จากข้อ 4. จึงสะท้อนได้ว่า "ขายดีหรือไม่นั้น" ผู้ที่จะตัดสินไม่ใช่ตัวผู้ประกอบการ แต่คือ "ลูกค้า" จากสุภาษิตไทย เราไม่สามารถ "ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า" ได้ฉันใด การบังคับให้ลูกค้าเลือกซื้อแต่อาหาร (ที่ไม่อร่อย) ของเรา ย่อมไม่ได้ฉันนั้น

Advertisement

Advertisement

customersลูกค้า

 6.เพราะฉะนั้น ผู้อ่านพึงแยกข้อเท็จจริงว่า 1) ร้านขายของไม่ดีเพราะอะไร? และ 2) การไปพังร้านถือเป็นการตอบโต้ทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

6.1 ตอบคำถามแรก การที่ร้านขายไม่ดีหรือไม่นั้น มันเป็นเรื่องของแต่ละร้านล้วน ๆ ไม่มีวัวปน ดังนั้น กิจการใดจะประสบความสำเร็จ มันคืออยู่กับวิธีการดำเนินธุรกิจว่าเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ โดยลูกค้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจของคุณเดินทางมาถูกทางหรือไม่? ถ้าไม่ ก็หาวิธีปรับปรุงกระบวนการผลิตต่อไป มิใช่ จะไปทำลายคู่แข่งโดยใช้กำลังทำลายข้าวของ เพื่อให้คู่แข่งประกอบธรกิจไม่ได้ ดังที่เหตุผลที่ผมกล่าวไว้ สมมุติว่าคู่แข่งเปลี่ยนทำเลที่ตั้งใหม่คุณก็จะไปถล่มอีก? โดยที่ไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติของร้านตัวเองเลย กลับกัน ถ้าร้านคุณร่ำรวยขึ้นมา มีคนมาพังร้านคุณคงไม่ยอมดุจกัน ดังนั้น การใช้กำลังถล่มร้านคู่แข่งจึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ และอาจต้องรับผิดทางกฎหมายด้วย

6.2 ตอบแล้วใน 6.1 และขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมว่าความผิดที่ผู้กระทำความผิด อาจได้รับมีโทษทั้งทางแพ่ง และอาญา แม้ว่า ผู้กระทำจะบอกว่า "ไม่มีเงินชำระค่าเสียหาย" แต่ผมขอเตือนว่า ในทางกฎหมายนั้น การไม่มีเงินจ่ายไม่ใช่เหตุยกเว้นโทษ ตราบใดที่คุณยังมีทรัพย์สิน ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิยึดทรัพย์สินคุณขายทอดตลาดอยู่ แม้ว่าคุณจะอ้างว่า คุณอาจต้องติดคุกไปจนเสียชีวิต แต่หนี้ไม่ระงับนะครับ  https://cities.trueid.net/post/138153

ท้ายนี้นะครับ ผมฝากไว้ให้คิด แก้ปัญหาธุรกิจด้วยธุรกิจครับไม่ใช่กำลัง

fair business competition แก้ปัญหาธุรกิจด้วยธุรกิจครับไม่ใช่กำลัง

 ปล.ขอบพระคุณภาพประกอบดังนี้