Shopping(credit: ภาพถ่ายโดย Andrea Piacquadio จาก Pexels)

ถ้าพูดถึงหัวเมืองแฟชั่นระดับโลกใครๆ ก็ต้องนึกถึงประเทศฝรั่งเศสอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นที่รวมตัวของเหล่าดีไซน์เนอร์ และสำนักห้องเสื้อชั้นสูงหลายสำนัก เช่น ชาแนล(Chanel), คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior), ฌอง ปอล โกลติเยร์ ( Jean Paul Gaultier) เป็นต้น

ประเทศฝรั่งเศสถือว่าเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ทางแฟชั่นเอาไว้มากมาย

แต่เชื่อไหมคะว่า...ภายใต้เบื้องหน้าที่หรูหราไฮคลาสของสำนักห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสนั้น มีเรื่องน่ารู้ที่ไม่ค่อยจะมีใครนำมากล่าวถึงสักเท่าไหร่ 

ผู้เขียนเลยคิดว่าน่าจะขุดคุ้ยความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นของตัวเองที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาบ้าง แล้วนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการถือกำเนิดของโอตกูตูร์มานำเสนอก็น่าจะดีเหมือนกัน

ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปพบกับ

Advertisement

Advertisement

  • การถือกำเนิดของโอต์กูตูร์
  • ใครบ้างที่จะมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าเป็น "โอตกูตูร์" 
  • อิทธิพลของโอตกูตูร์กับอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก

เรามาเข้าสู่ต้นกำเนิดของโอตกูตูร์กันก่อนเลยค่ะว่าโอตกูตูร์นั้นถือกำเนิดขึ้นเมื่อไหร่?

Sewing(credit: ภาพถ่ายโดย Wallace Chuck จาก Pexels)

ประเทศฝรั่งเศสในราวปี ค.ศ. 1800 ก่อนที่โอตกูตูร์หรือสำนักห้องเสื้อชั้นสูงจะถือกำเนิด ทั้งชาวบ้านและชนชั้นสูง จะมีเครื่องแต่งกายไว้ใช้สอยจากการว่าจ้างช่างตัดเย็บเสื้อผ้าให้มาที่บ้าน แล้วทำการวัดตัวตัดเย็บเครื่องแต่งกายให้กับทุกคนในครอบครัว

โดยช่างตัดเย็บจะพักอาศัยและกินอยู่กับครอบครัวที่ตนเดินทางไปทำงานด้วย จนกว่างานตัดเย็บจะแล้วเสร็จ

ถ้าเป็นเหล่าบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย เมื่อตัดเย็บเสื้อผ้าครั้งนึง ก็จะเก็บไว้ใช้กันหลายปีทีเดียว แต่ถ้าเป็นชนชั้นสูงก็จะสั่งตัดเย็บได้บ่อยครั้งกว่า

Advertisement

Advertisement

ซึ่งวิธีการผลิตเครื่องแต่งกายด้วยการว่าจ้างให้ช่างตัดเย็บมาวัดตัวตัดให้ที่บ้านนั้น ถึงแม้จะยังไม่ใช่จุดกำเนิดของห้องเสื้อชั้นสูงเสียทีเดียว แต่วิชาการวัดตัวตัดเย็บนั้นก็มีส่วนอย่างมากในการทำให้ห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสได้ถือกำเนิดขึ้นมา 

สาเหตุที่ผู้เขียนกล่าวอ้างว่า วิชาการตัดเย็บคือส่วนหนึ่งที่ทำให้การออกแบบแฟชั่นถือกำเนิดขึ้นนั่นเป็นเพราะว่า...

ห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสเกิดขึ้นครั้งแรกช่วงราวปี ค.ศ.1858 โดยชาร์ลส เฟรเดอริค เวิร์ธ (ในตำราประวัติศาสตร์แฟชั่นจะเรียกเขาว่า "เวิร์ธ") ที่ถือว่าเป็นบิดาแห่งห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสเลยทีเดียว

เวิร์ธพื้นเพเป็นคนอังกฤษโดยแท้ และไม่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เขาเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อมาเริ่มทำงานเป็นลูกจ้างห้างขายผ้าแห่งหนึ่งในปารีส

Advertisement

Advertisement

เขาคือคนแรกที่ใช้แนวคิดในเชิงวิศวกรรม สร้างแพทเทิร์นส่วนต่างๆ ของเครื่องแต่งกายเช่น ปก, แขน, บอดิซ(โครงของตัวเสื้อ)

โดยแพทเทิร์นที่เขาสร้างขึ้นนั้น จะเป็นชิ้นส่วนแยกกัน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตัดเย็บให้เข้ากันกับโครงชุดในแบบอื่นๆ ได้ 

ในขณะที่การตัดเย็บในยุคนั้นคือการตัดเย็บที่จะเฉพาะเจาะจงสำหรับชุดนั้นๆ เพียงชุดเดียว ไม่สามารถแยกชิ้นส่วนไปประยุกต์กับชุดอื่นๆ ได้อีก

เมื่อเขาได้สร้างกิจการห้องเสื้อขึ้น เขาก็ให้ช่างตัดเย็บเข้ามาทำงานที่ห้องเสื้อ แทนที่จะเดินทางออกไปตัดเย็บชุดตามบ้านต่างๆ เหมือนที่ผ่านมา

การประยุกต์การทำแพทเทิร์นกับการตัดเย็บ ด้วยกระบวนการคิดเชิงวิศวกรรม ผนวกกับความรู้ด้านผ้าและเครื่องแต่งกาย รวมถึงการมีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงธุรกิจ ทำให้เวิร์ธมีฐานลูกค้าผู้สนับสนุนเขาในหลากหลายแวดวง ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ระดับสูงไปจนถึงนางห้าม* (นางห้าม*คือคำเรียกหญิงบริการในยุคนั้น)

และจากรากฐานการวัดตัวตัดเย็บเสื้อผ้าของชาวฝรั่งเศส บวกกับการพัฒนารูปแบบของแพทเทิร์นกับการตัดเย็บของเวิร์ธนี่เอง ทำให้ห้องเสื้อชั้นสูง หรือโอตกูตูร์ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมา

กว่าจะได้เป็นโอตกูตูร์...

France(credit: ภาพถ่ายโดย Matt Hardy จาก Pexels)

เมื่อโอตกูตูร์ได้ถือกำเนิดขึ้น ก็ได้แรงสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส ที่ยกระดับอุตสาหกรรมโอตกูตูร์ให้เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวฝรั่งเศส

พวกแบรนด์เก่าแก่ของฝรั่งเศสที่เป็นโอตกูตูร์นั้นรัฐบาลจะถือว่าเป็นสมบัติของชาติเลยทีเดียว

ซึ่งต่อมารัฐบาลฝรั่งเศส ได้ก่อตั้งสมาคมสำนักห้องเสื้อชั้นสูง(สมาคมโอตกูตูร์) และออกข้อกำหนดมาตรฐานสำหรับสำนักห้องเสื้อที่จะเรียกตัวเองว่าโอตกูตูร์ หรือเรียกตัวเองว่าเป็นสำนักห้องเสื้อชั้นสูงไว้ดังนี้คือ

1.ต้องมีลูกจ้างทำงานในสำนักแบบเต็มเวลาไม่ต่ำกว่า 20 คน

2. ต้องมีฐานการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น โดยผลงานออกแบบสร้างสรรค์จะต้องเป็นงานฝีมือแฮนด์เมดทั้งหมด มีการออกแบบและตัดเย็บในรูปแบบเฉพาะ อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

3. ต้องมีกำลังในการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานเพื่อแสดงแบบในงานแฟชั่นวีคที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีสทุกๆ ปี

ซึ่งจะต้องสร้างสรรค์ผลงานสำหรับฤดูกาล Spring-Summer และฤดูกาล Autumn-Winter โดยมีผลงานออกแบบขั้นต่ำ 35 looks ในแต่ละฤดูกาล

4. ในทุกๆ ปีสมาคมห้องเสื้อชั้นสูงแห่งฝรั่งเศสจะทำการประเมินผลงานของสำนักห้องเสื้อแต่ละสำนัก ว่ามีผลงานเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดหรือไม่

นี่แหละค่ะขั้นตอนและข้อกำหนดของการเป็นโอตกูตูร์... 

ซึ่งจากรายละเอียดยิบย่อยที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้กำหนดมาตรฐานเอาไว้ให้สำนักห้องเสื้อชั้นสูงปฏิบัติตาม ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า...ทำไมงานโอตกูตูร์บนรันเวย์ มันช่างเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ฝีมือตัดเย็บที่ปราณีตวิจิตรบรรจง

ซึ่งราคาของเครื่องแต่งกายโอตกูตูร์นั้นก็แพงลิบลิ่วจนขนลุกซู่ สมกับความพิถีพิถันและวินัยในการทำงานที่เข้มงวดของคนฝรั่งเศสนั่นเอง

ผลงานการออกแบบที่สร้างสรรค์จากสำนักห้องเสื้อชั้นสูงนี่แหละค่ะ...ที่เป็นต้นแบบทางความคิดให้กับเหล่าดีไซน์เนอร์และแบรนด์ต่างๆ ได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และพัฒนาผลิตเป็นเครื่องแต่งกายแบบ ready to wear ที่จะราคาย่อมลงมาจากการผลิตแบบห้องเสื้อชั้นสูง และมีฐานผู้บริโภคที่กว้างกว่ามาก

ซึ่งการเข้าสู่ตลาด ready to wear (ภาษาฝรั่งเศสจะใช้คำว่า pret-a-porter) ก็คือการเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นขนาดมหึมาในระดับนานาชาตินั่นเอง

Sewer(credit: ภาพถ่ายโดย Gustavo Fring จาก Pexels)

แล้วบรรดาแบรนด์ ready to wear นำการออกแบบของสำนักห้องเสื้อชั้นสูงมาประยุกต์ใช้อย่างไร?

กลยุทธ์ในการเปิดตลาด เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นในระดับนานาชาติของสำนักห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสก็คือ การขายลิขสิทธิ์ในการออกแบบให้กับบรรดาห้างร้าน ทั้งร้านขายปลีก หรือภาคเอกชนที่ทำการค้าในระบบห้างสรรพสินค้าต่างๆ

คนที่ทำการซื้อลิขสิทธิ์ไป ก็สามารถนำแบบไปขายต่อได้ หรือบรรดาร้านค้า/ห้างสรรพสินค้า ที่ซื้อลิขสิทธิ์ไป หากมีทีมสำหรับผลิตเสื้อผ้าของตนเอง ก็สามารถลอกแบบแล้วผลิตขายให้กับกลุ่มลูกค้าของตนเองได้เช่นกัน

ซึ่งตลาด ready to wear ขนาดใหญ่ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นตลาดอเมริกานั่นเอง 

United states(credit: ภาพถ่ายโดย TheUknownPhotographer จาก Pexels)

แม้แต่แบรนด์เก่าแก่อย่างชาแนล เมื่อครั้งที่นำเสนอ แจกเก็ตชาแนลครั้งแรกบนเวทีแฟชั่นของฝรั่งเศส ก็ถูกค่อนแคะเสียดสีว่าเป็นผลงานที่ไร้รสนิยมสิ้นดี และเป็นแบบที่ขายแทบไม่ได้เลยในฝรั่งเศส

แต่เมื่อแบรนด์ชาแนลได้นำแจ๊กเก็ตชาแนลแบบเดียวกันนี้นำเสนอไปยังตลาดอเมริกา กลับกลายเป็นว่าได้แจ้งเกิด และได้รับความนิยมถล่มทลาย จนกลายเป็นแจ๊กเก็ตที่ถูกลอกแบบออกมาขายมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า...

สำนักห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นโลกอย่างสูง 

สำนักห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสเป็นต้นแบบทางความคิดสร้างสรรค์ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การออกแบบ รวมถึงเป็นผู้สร้างกระแสความนิยมสำหรับผลงานออกแบบใหม่ๆ 

ซึ่งหากผู้เขียนจะบอกว่าสำนักห้องเสื้อชั้นสูงแห่งฝรั่งเศสเป็นผู้ชี้นำ และกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกก็คงไม่ผิดนัก

กล่าวโดยสรุปคือ การถือกำเนิดของห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศส ที่มีผู้บุกเบิกคือชาวอังกฤษนามว่า ชาร์ลส เฟรเดอริค เวิร์ธ ผนวกกับการเข้ามามีบทบาทสร้างมาตรฐานให้กับสำนักห้องเสื้อชั้นสูงโดยรัฐบาลฝรั่งเศส รวมถึงกลยุทธ์ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องแต่งกายระดับนานาชาติ ด้วยการขายลิขสิทธิ์การออกแบบนั้น เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการที่ผลักดันให้สำนักห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศสกลายเป็นหัวหอกสำคัญ ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องแต่งกายในระดับโลกเลยทีเดียว

เขียนโดย
อาจารย์อ้อน

(credit ภาพปกถ่ายโดย Dimitri Kuliuk จาก Pexels)